ความร่วมมือระหว่างประเทศ
ความร่วมมือระหว่างภูมิภาค และนานาชาติ (Regional and International)
      
  • > ความร่วมมือไทย-สหภาพยุโรปในเวทีการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสไทย-สหภาพยุโรป

     

                       การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสไทย-สหภาพยุโรป (Thai-EU Senior Officials’ Meeting –SOM) ครั้งที่ 10 (SOM 10) ระหว่างวันที่ 20-21 พฤษภาคม 2553 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความเห็นเชิงนโยบายในประเด็นระดับทวิภาคี ระดับภูมิภาค และระดับระหว่างประเทศที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญและมีความสนใจร่วมกัน โดยมีนายอภิชาต ชินวรรณโณ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย           

                       การประชุมแบ่งเป็น การประชุมเต็มคณะ (plenary meeting) การประชุมคณะทำงานด้านการค้าและการลงทุน (Working Group on Trade and Investment) และการประชุมคณะทำงานด้านความร่วมมือ (Working Group on Cooperation)

                       ผลการประชุมที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

                       1. PCA (Partnership and Co-operation Agreement) คือการจัดทำกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือไทย-ประชาคมยุโรป (มีการเจรจาพร้อมกับการจัดทำ Thai-EU FTA) ไทยมีท่าทียืนยันว่าต้องอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมและประโยชน์ในทางปฏิบัติสำหรับทั้งสองฝ่าย และยืนยันท่าทีที่ไทยต้องการให้ PCA ก่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม

                       2. การประชุมคณะทำงานด้านความร่วมมือ (Thai-EU Working Group on Cooperation)  หน่วยงานไทยต้องการพัฒนาศักยภาพในด้านต่าง ๆ ของไทยในการปฏิบัติตามกฎระเบียบต่าง ๆ ของ EU โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหาร  อาทิ สินค้าเกษตร ประมง อาหาร และสิ่งแวดล้อม เพื่อมิให้เกิดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน โดยไทยได้แสดงให้ฝ่าย EU เห็นว่า ไทยต้องการร่วมมือกับฝ่าย EU มิได้ต้องการความช่วยเหลือด้านการเงินเป็นหลัก แต่ต้องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเสนอประเด็นความร่วมมือที่ต้องการผลักดันในการประชุม SOM 10 ได้แก่ ความร่วมมือทางวิชาการด้านความปลอดภัยอาหารกับสหภาพยุโรป ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศได้ส่งให้ฝ่าย EU แล้ว (ตามไฟล์ที่แนบ)

                       3. กระทรวงการต่างประเทศจะจัดประชุมบรรยายสรุปเรื่องความร่วมมือไทย-EU ภายใต้กรอบและกลไกที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณด้านความร่วมมือทางวิชาการไทย-EU ในช่วงวันที่ 19-27 สิงหาคม 2553 แก่หน่วยงานที่เสนอความร่วมมือดังกล่าว

     

    สำนักความร่วมมือระหว่างประเทศ

    วันที่ 5 สิงหาคม 2553

     

     

  • > ข้อเสนอความร่วมมือทางวิชาการด้านความปลอดภัยอาหารกับสหภาพยุโรป
     

    ประเด็นเสนอ

    วัตถุประสงค์/เป้าหมาย

    รูปแบบความร่วมมือที่ต้องการ

    1. เรียนรู้ระบบการประเมินความเสี่ยงของสหภาพยุโรป

    ประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบการประเมินความเสี่ยงและการกำหนดกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ

    จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ

    2. พัฒนา Regulatory Framework and Facilitate Technology Transfer ด้านFood Safety, Risk Management และSurvey and Monitoring Model เพื่อสร้างความเข้มแข็งระบบความปลอดภัยอาหารของประเทศไทย

    นำมาปรับปรุงระบบการกำกับดูแลความปลอดภัยอาหารของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็ง บนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ โดยมุ่งเน้นการสร้างความปลอดภัยให้ผู้บริโภคภายในประเทศเป็นหลัก

    เชิญผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำ แลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ และประสบการณ์

    3. นำเสนอกฎระเบียบด้านอาหารปลอดภัยของสหภาพยุโรป (Updated Regulations)

    เพื่อเป็นแนวทางในการนำมาทบทวนหรือปรับแก้กฎหมายอาหารของประเทศไทย

    จัดการอบรมสัมมนา หรือเชิญผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้

    4. พัฒนาแผนการเก็บตัวอย่างและแผนการเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์อาหารในท้องตลาด เพื่อการควบคุมความเสี่ยงต่อสุขภาพผู้บริโภคในประเทศบนพื้นฐานของสถานการณ์ความเสี่ยงที่เป็นปัจจุบัน

     

    เพื่อเข้าใจในหลักการจัดทำแผนการเก็บตัวอย่างและแผนการเฝ้าระวังในระบบสากล โดยยกรูปแบบของสหภาพยุโรปเป็นกรณี ศึกษา และนำไปสู่การพัฒนาแผนการเก็บตัวอย่างและแผนการเฝ้าระวังของประเทศไทยที่สอดคล้องกับข้อมูลความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารในประเทศ

    จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ และศึกษาดูงานของสหภาพยุโรป

    5. สร้างความเข้มแข็งด้านข้อกำหนดกฎหมายสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารเฉพาะด้าน เช่น

    Functional Ingredient

    - Novel Ingredient

    - EU Labeling and Nutrition Labeling

    - EU Health Claim

    เพื่อกำหนดกฎหมาย หลักเกณฑ์และแนวทางการพิจารณาอนุญาตขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหาร โดยเฉพาะอาหารกลุ่มใหม่ หรืออาหารที่มีการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้ในการผลิต

    จัดอบรมให้ความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

    สำนักความร่วมมือระหว่างประเทศ

    วันที่ 20 พฤษภาคม 2553