ผลการดำเนินงานประจำปี
ปี 2558
      
  • > ผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2558

    ผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2558

    สำนักความร่วมมือระหว่างประเทศ (รายงานประจำปีกอง)


    7. ความร่วมมือระหว่างประเทศ
          สำนักความร่วมมือระหว่างประเทศ มีหน้าที่ดำเนินการจัดทำแผนภารกิจต่างประเทศของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในภาพรวม ศึกษาวิเคราะห์และติดตามเพื่อให้งานต่างประเทศของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเกิดประโยชน์ต่อการคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนการพัฒนามาตรฐานงานต่างประเทศ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ ประสานงานและเป็นตัวแทนเจรจาในเวทีระหว่างประเทศ
    ผลการดำเนินงานที่สำคัญของสำนักความร่วมมือระหว่างประเทศในปี
    2558 มีดังต่อไปนี้
     
    7.1 การพัฒนาความร่วมมือด้านยา อาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพกับประเทศสมาชิกอาเซียน และคู่เจรจา
    7.1.1 ประเทศญี่ปุ่น
    สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้มีความร่วมมือทางวิชาการกับหน่วยงาน Pharmaceuticals and Medical Devices Agency (PMDA) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการประเมินทะเบียนตำรับยาและเครื่องมือแพทย์ในประเทศญี่ปุ่น โดยสำนักความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ประสานงานร่วมกับ PMDA ดังนี้
    1) โครงการ Thailand-Japan Symposium ครั้งที่ 2
    สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้มีความร่วมมือทางวิชาการกับหน่วยงาน Pharmaceuticals and Medical Devices Agency (PMDA) ในการจัดประชุมวิชาการประจำปี Thailand-Japan Symposium ซึ่งในปีงบประมาณ 2558 นี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ในระหว่าง วันที่ 15-16 ตุลาคม 2557 ณ โรงแรมโฟร์วิงส์ สุขุมวิท กรุงเทพฯ โดยมีค่าลงทะเบียน จำนวน 1,500 บาทต่อคน สำหรับการประชุม 2 วัน และมีผู้สนใจเข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 200 คน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ภาครัฐไทยจำนวน 70 คนและเจ้าหน้าที่ภาครัฐญี่ปุ่น จำนวน 10 คน และผู้ประกอบภาคเอกชนไทยและญี่ปุ่น จำนวน 120 คน โดยมีการบรรยายให้ความรู้จากวิทยากรทั้งสองหน่วยงาน ใน 3 หัวข้อด้วยกัน คือ 1) New Drug Review and Pharmaceutical Affairs Act 2) GMP inspection 3) Pharmacovigilance
    2) Thai FDA and PMDA Bilateral Meeting
    กองแผนงานและวิชาการ สำนักความร่วมมือระหว่างประเทศได้ประสานงานและดำเนินการจัดประชุม Bilateral meeting and Closed Session Meeting ครั้งที่ 2 ระหว่างผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาและหน่วยงาน Pharmaceuticals and Medical Devices Agency (PMDA) เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2557 ณ โรงแรมไมด้า งามวงศ์วาน เพื่อหารือความร่วมมือทางด้านวิชาการระหว่างสองหน่วยงานในอนาคตเช่น การพัฒนาศักยภาพด้านยาสามัญ และเครื่องมือแพทย์
     


     
    7.1.2 สาธารณรัฐประชาชนจีน
    DSC_7892.JPGกองแผนงานและวิชาการ โดยสำนักความร่วมมือระหว่างประเทศประสานงานกับสำนักยา สำนักอาหาร สำนักควบคุมเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย สำนักด่านอาหารและยา และกองควบคุมเครื่องมือแพทย์ จัดประชุมหารือความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และ China food and Drug Administration (CFDA) สาธารณรัฐประชาชนจีน ในระหว่างวันที่ 23-24 กรกฎาคม 2558
    สืบเนื่องจากที่กระทรวงสาธารณสุขไทยได้เคยลงนามความร่วมมือกับ State Food & Drug Administration หรือ SFDA ของจีน และได้มีการทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ต่อมาประเทศจีนมีการแก้ไขระบบอาหารและยา ครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นการนำหน่วยงานต่างๆที่ให้การควบคุมอาหารและยาของประเทศจีน เช่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอาหาร หน่วยงานที่ออกกฎควบคุมอาหาร มารวมกันและตั้งชื่อหน่วยงานใหม่เป็น China Food and Drug Administration (CFDA)โดยเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันมีพนักงานในส่วนกลาง 345 คน และในส่วนภูมิภาค 1,800 คน โดยมีทั้งหมด 19 กอง ซึ่งควบคุมดูแลอาหาร ยา วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ ทั้งหมด 5 ด้านด้วยกัน มีการตั้งหน่วยงานควบคุมดูแลอาหารและยากระจายไปตามเมืองและจังหวัดต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย 31 มณฑล 282 เมือง 1,600 กว่าอำเภอ โดยภายใต้นั้นยังมีหน่วยงานย่อยๆ ลงไปอีกการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ของจีนในครั้งนี้ก็เพื่อให้มีอำนาจการควบคุมด้านอาหารและยามากยิ่งขึ้น จากปี ค.ศ. 2009 ประเทศจีนมีการออกกฎหมายมาใหม่ ซึ่งมีความเข้มงวดมากขึ้นในสี่ด้านคือ ด้านมาตรฐาน การควบคุมดูแล การปรับ การสอบสวน
    การประชุมระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และ China food and Drug Administration (CFDA) สาธารณรัฐประชาชนจีนในครั้งนี้จึงได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ในบทบาทหน้าที่ของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อที่จะหารือความคืบหน้าการดำเนินงานร่วมกัน รวมถึงความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตามการเปลี่ยนแปลงในบทบาทหน้าที่ของ CFDA
    นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ขอความร่วมมือกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และภาคเอกชน โดยจัดให้ผู้แทน CFDA ไปศึกษาดูงาน ณ ห้องปฏิบัติการต่างๆ ที่ใช้ในการประเมินผลิตภัณฑ์สุขภาพ ของกรมวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ และศึกษาดูงานโรงงานผลิตเครื่องดื่มชูกำลัง ณ บริษัท โอสถสภา จำกัด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
                   7.1.3 สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์
    กระทรวงสาธารณสุขไทยกับเมียนมาร์มีความร่วมมือด้านสาธารณสุขมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการลงนามในบันทึกการหารือเมื่อปี พ.ศ. 2543 โดยมีความร่วมมือสาธารณสุขด้านการพัฒนาบุคลากร การให้ทุนการศึกษา ดูงาน ฝึกอบรม ผู้เชี่ยวชาญ วัสดุอุปกรณ์ และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขของไทย และเมียนมาร์ผลัดกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน เพื่อหารือและพิจารณาขอบเขตและความร่วมมือในด้านโรคติดต่อที่สำคัญ เช่น โรคมาลาเรีย HIV/AIDS และวัณโรค
    สำหรับความร่วมมือทางวิชาการด้านอาหารและยาได้เริ่มมีการหารือกันตั้งแต่ พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา โดยในการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยความร่วมมือสาธารณสุขไทย-เมียนม่าร์ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2556 ณ เมืองมัณฑะเลย์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขทั้งไทย และเมียนมาร์ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ซึ่งมีความร่วมมือในหลายสาขา อาทิ โรคติดต่อ อาหาร ยา ยาแผนโบราณ เครื่องสำอาง การส่งเสริมสุขภาพ และการพัฒนาระบบบริการสุขภาพสำหรับแรงงานต่างด้าว และประชากรข้ามแดน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ
    51626a.jpgล่าสุดในการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยความร่วมมือสาธารณสุขไทย-เมียนมาร์ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 23-24 กรกฎาคม 2558 ณ ดุสิตไอส์แลนด์รีสอร์ท จังหวัดเชียงราย ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มีรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา และคณะผู้แทน รวมทั้งสิ้นจำนวน 5 คน ได้เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว และหารือถึงความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กับ Department of Food and Drug, Myanmarโดยจะร่วมมือกันในด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การแลกเปลี่ยนข้อมูล ด้านอาหาร ยา และเครื่องสำอาง รวมถึงความร่วมมือของด่านอาหารและยา โดย Department of Food and Drug, Myanmar เสนอให้มีการจัดตั้งโครงการ twin-cities ณ ด่านอาหารและยาบริเวณชายแดนไทย-เมียนมาร์จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ ท่าขี้เหล็ก-แม่สาย(จังหวัดเชียงราย), เมียวดี -แม่สอด(จังหวัดตาก), เกาะสอง-จังหวัดระนอง, ทวาย–จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อร่วมมือกันในการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพนำเข้า การผลิต และสถานที่ผลิต ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างด่านอาหารและยาของไทยกับเมียนมาร์ทั้งนี้ Myanmar FDA ได้จัดตั้งด่านอาหารและยา บริเวณชายแดนไทย-เมียนมาร์จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ ท่าขี้เหล็ก มะริด เมียวดี และเกาะสอง ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ประเทศไทยเสนอกิจกรรมสำหรับการดำเนินการปีค.ศ. 2015-2016 คือ Workshop on GMP regulations for inspection of food production premises หรือการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการตรวจสอบสถานที่ผลิตอาหารตามหลักเกณฑ์ GMP ระยะเวลาประมาณ 3-5 วัน ณ ประเทศไทยในปีพ.ศ. 2559 เพื่อแลกเปลี่ยนหลักการและกฎระเบียบที่เกี่ยวกับ GMP ระหว่างไทยและเมียนมาร์ และพัฒนาทักษะการตรวจสอบสถานที่ผลิตอาหารตามหลักเกณฑ์ GMP สำหรับเจ้าหน้าที่ตรวจสอบด้านอาหารของไทยและเมียนมาร์ โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันเสนอโครงการขอรับงบประมาณสนับสนุนจาก WHO ต่อไป
     
                  7.1.4 สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
    16886.jpgสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ประเทศไทย เข้าร่วมการประชุม 1st Meeting of Lao-Thai Cooperation on Food Safety กับ  Food and Drug Department (FDD) , Ministry of Health of Lao PDR ระหว่างวันที่ 3 – 5  สิงหาคม 2558 ณ นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อหารือเกี่ยวกับรูปแบบการดำเนินงานให้มีมาตรฐาน ความปลอดภัยร่วมกัน ตลอดจนสอดคล้องตามหลักการสากลและข้อตกลงภายใต้อาเซียน
    การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการควบคุมความปลอดภัยด้านอาหาร การหารือเกี่ยวกับควบคุมการนำเข้า การพัฒนาพื้นที่ควบคุมร่วมกัน (Common Control Area: CCA) Single Stop Inspection ณ ด่านชายแดนไทย-ลาว ความต้องการความช่วยเหลือในการพัฒนาศักยภาพแก่บุคลากรของ FDD ด้านต่างๆ การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และแนวทางการพัฒนาความร่วมมือระหว่าง สองหน่วยงาน ตลอดจนความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในระดับพื้นที่ของทั้งสองประเทศต่อไปในอนาคต โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาของไทย และ Director General of Food and Drug Department ของ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นประธานการประชุมในครั้งนี้
    นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสไปเยี่ยมและหารือเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน ณ ด่านอาหารและยา ของ สปป. ลาว (ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพลาว-ไทยหมายเลข 1) ณ นครหลวงเวียงจันทน์ รวมทั้งการไปศึกษารูปแบบและวิธีการปฏิบัติงานของด่านชายแดนลาวและเวียตนาม (แดนสวรรค์-ลาวบาว) ณ สวันเขต สปป.ลาว ซึ่งได้มีการใช้ Single Stop Inspection เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2558 เพื่อนำมาพัฒนาพื้นที่ควบคุมร่วมกัน ณ ด่านอาหารและยา ไทย-ลาว ต่อไป
    7.2 โครงการพัฒนาทีมเจรจา ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ประจำปี 2558
              กองแผนงานและวิชาการ โดยสำนักความร่วมมือระหว่างประเทศได้จัดอบรมพัฒนาทักษะบุคลากรทีมเจรจาต่อรองของสำนักงานภายใต้โครงการพัฒนาทีมเจรจาของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประจำปี 2558 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพและความเข้มแข็งของทีมเจรจาของสำนักงานคณะกรรมการและยา ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเจรจาต่อรองและเพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการพัฒนาเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสู่ประชาคมอาเซียนและเวทีสากลเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพตามพันธกิจต่อไป
              กองแผนงานและวิชาการ โดยสำนักความร่วมมือระหว่างประเทศ ได้คัดเลือกบุคลากรให้เข้าร่วมการอบรมภายใต้โครงการพัฒนาทีมเจรจาของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาปี 2558 นี้ โดยให้สำนัก/กอง/กลุ่มพิจารณาคัดเลือกผู้เข้าร่วมในทีมเจรจาที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ดังนี้
    1.       เป็นข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
    2.       เป็นผู้แทนหลักในเวทีเจรจา/บทบาทในเวทีระหว่างประเทศ
    3. สามารถเข้าร่วมกิจกรรมภายใต้โครงการพัฒนาทีมเจรจาของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ครบทุกหลักสูตร โดยสำนักความร่วมมือระหว่างประเทศได้ประชาสัมพันธ์ให้สำนัก/กอง/กลุ่ม/ผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบเพื่อพิจารณาเสนอชื่อผู้แทนเข้าร่วมเป็นทีมเจรจา โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ทั้งสิ้นจำนวน 45 คน ที่เข้าร่วมเป็นทีมเจรจาสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ปี 2558
    หลักสูตรพัฒนาทีมเจรจาที่จัดขึ้นนี้ เป็นหลักสูตรแบบเข้มข้นระยะสั้น (Intensive Course) ซึ่งการอบรมจะเน้นการเรียนรู้แบบผสมผสานทั้งการบรรยาย อภิปราย อบรมเชิงปฏิบัติการ โดยที่เนื้อหาครอบคลุมทั้งทฤษฏีและเทคนิคการใช้ภาษาอังกฤษ ทักษะการเจรจาต่อรอง ซึ่งภายใต้โครงการพัฒนาทีมเจรจาของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ปี 2558 นี้ประกอบด้วย 3 หลักสูตร ดังนี้
    1.       หลักสูตรพัฒนาบุคลิกภาพของนักเจรจา 
    จัดโดยสถาบันพัฒนาบุคลิกภาพ จอห์น โรเบิร์ตเพาเวอร์ ประจำประเทศไทย จำนวน 2 รุ่น
    รุ่นละ 30 คน เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 และรุ่นที่ 2 จัดขึ้นวันที่ 13 มีนาคม 2558 โดยมีวิทยากร คือ
    ดร.ประณม ถาวรเวช และ อ.สุดสวาท สุจริตกุล โดยมีเนื้อหาดังนี้
    1.1 การแต่งกายที่ส่งเสริมบุคลิกภาพเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี โดยในหัวข้อนี้ ผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้ “พลังแห่งภาพลักษณ์” ที่มีความสำคัญและมีผลกระทบต่อบุคลิกทั้งของตนเองและองค์กร เรียนรู้หลักการเลือกเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายให้เหมาะสมกับรูปร่าง บุคลิก กาลเทศะ และตำแหน่งหน้าที่ ให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ที่คาดหวังในสายตาการรับรู้ของสาธารณชน เพื่อสร้างความน่าประทับใจและความน่าเชื่อถือ เรียนรู้กาลเทศะและการเตรียมความพร้อมในด้านการแต่งกายอย่างเหมาะสมในวาระโอกาสสำคัญต่าง ๆ เมื่อบุคลากรในทีมเจรจาจะต้องไปปฏิบัติหน้าที่และในการทำงานในฐานะตัวแทนของสำนักงานฯ และเป็นตัวแทนการเจรจาในเวทีการประชุมนานาชาติต่างๆ
    1.2 การฝึกการพัฒนาบุคลิกลักษณะและท่วงท่าอิริยาบถอย่างมืออาชีพ โดยผู้เข้าอบรมได้ฝึกปฏิบัติการวางมาดท่าทาง การยืน เดิน นั่งและการเคลื่อนไหว้ทั้งขณะนั่งหรือยืนที่สุภาพสง่างาม น่าประทับใจ เรียนรู้การวางมาดท่าทาง ตามกาลเทศะ สถานที่และโอกาสต่าง ๆ ในการทำงาน การกำกับภาษาภายในทุก ๆ ท่วงท่าอิริยาบถ ตลอดจนการแสดงออกถึงบุคลิกที่มีความเป็นมิตรมีชีวิตชีวาน่าเชื่อถืออย่างมืออาชีพ
    1.3 ฝึกมารยาทในการทำงานอย่างมืออาชีพทั้งแบบไทยและสากล ผู้เข้าร่วมอบรมได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติการทักทายตามมารยาทสังคมในทั้งวัฒนธรรมเอเชียและวัฒนธรรมตะวันตก เช่นมารยาทในการต้อนรับ การแนะนำตัว การมอบนามบัตร-การรับนามบัตร บัตรเชิญ (Business Greeting) การไหว้ การกล่าวลา ตำแหน่งที่นั่ง ที่ยืน ที่เดิน สรรพนาม การกล่าวคำขอโทษ และผู้เข้าอบรมยังได้เรียนรู้มารยาทในการทำงานแบบสากล เมื่อต้องเป็นตัวแทนหน่วยงานไปปฏิบัติหน้าที่ในสถานที่สำคัญต่าง ๆ เช่น มารยาทในการเข้าร่วมประชุม มารยาทการเป็นตัวแทนองค์กรในการเซ็นสัญญา/การลงนาม ตำแหน่งที่นั่งทั้งในห้องประชุม ในรถ ในโซฟา การปฏิบัติตัวและการวางตัวที่เหมาะสมกับกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ที่ต้องพบปะและติดต่อประสานงานด้วย
    1.4 ฝึกปฏิบัติมารยาทบนโต๊ะอาหาร โดยผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้มารยาทการวางตัวในการนั่งร่วมรับประทานอาหารทั้งกับผู้บริหารระดับสูงและกับคู่เจรจา โดยเรียนรู้และฝึกปฏิบัติการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ บนโต๊ะอาหารแบบ Set Menu เช่น มีด-ส้อม การใช้แก้วสำหรับเครื่องดื่มแต่ละชนิด ลำดับการเสิร์ฟ อาหาร มารยาทสากลในการการรับประทานอาหาร
    การอบรมในครั้งนี้ผู้เข้าร่วมอบรมทุกคนได้เรียนรู้และเห็นความสำคัญของบุคลิกภาพซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาจากผู้ที่พบเห็นโดยผู้ร่วมได้เรียนรู้วิธีการเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดีให้ทันสมัยเป็นสากลเหมาะสมกับภารกิจที่ต้องปฏิบัติในฐานะนักเจรจาของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเมื่อต้องเป็นตัวแทนของประเทศในเวทีการประชุมนานาชาติต่าง ๆ
     
    2.       ประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง หลักสูตรเสริมสร้างความเข้มแข็งในการเจรจาต่อรอง
    บรรยายโดย วิทยากรจากกระทรวงการต่างประเทศได้แก่ ดร.วิลาวรรณ มังคละธนะกุล
    รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และคุณสุขพักตร์ พงษ์สถิต บาร์เนท นักการทูตปฏิบัติการ กองกฎหมาย กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 19 มีนาคม 2558 ณ โรงแรมริเวอร์ไรน์เพลส จังหวัดนนทบุรี จำนวน 27 คน ซึ่งเนื้อหาในการบรรยายประกอบด้วยเรื่อง พื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศหลักการที่สำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เข้าใจในภาพรวมของระบบกฎหมายระหว่างประเทศและความสัมพันธ์ของการเจรจากับกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเด็นกฎหมายที่ต้องคำนึงถึงในการเตรียมการเจรจาและการเจรจา การเตรียม/จัดทำท่าที ข้อควรคำนึงในการเจรจา การเจรจาในเวทีทวิภาคีและเวทีพหุภาคีและเทคนิคต่าง ๆ ในการเจรจา/การเตรียมการเจรจา เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติจริงได้อย่างมีแบบแผน รวมถึงเทคนิคที่จำเป็นที่ต้องใช้ในการเจรจา จากประสบการณ์ของวิทยากรโดยตรงที่เคยเข้าร่วมในเวทีการเจรจาระดับนานาชาติ นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมการอบรมได้ฝึกปฏิบัติการเจรจาต่อรองในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยผู้เข้าร่วมประชุมได้รับความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคนิคการเจรจา ซึ่งได้รับการถ่ายทอดโดยตรงจากผู้ที่มีประสบการณ์ในการเข้าร่วมเวทีการเจรจาระหว่างประเทศ
     
    3. อบรมภาษาอังกฤษหลักสูตรทักษะการเจรจาต่อรอง (Negotiation skills)
    ดำเนินการอบรมโดยสถาบันภาษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยายโดย Mr. Steven Smith จำนวน 2 รุ่น รุ่นละ 20 คน โดยรุ่นที่ 1 (ภาษาอังกฤษระดับกลาง)  จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 มีนาคม 2558 และรุ่นที่ 2 (ภาษาอังกฤษระดับสูง) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 2 เมษายน 2558 ณ โรงแรมไมด้า งามวงศ์วาน จังหวัดนนทบุรีโดยเนื้อหาการอบรมได้ครอบคลุมภาษาอังกฤษที่จำเป็นในการเจรจาต่อรอง การแก้ไขข้อผิดพลาดจากการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อเจรจาและแก้ไขข้อผิดพลาดจากการใช้ภาษาอังกฤษอันจะก่อให้เกิดความขัดแย้งเพื่อให้การเจรจาต่อรองที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงและส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถสร้างข้อความและรูปประโยคที่มีความหมายได้อย่างถูกต้อง โดยใช้คำศัพท์และสำนวนสำหรับการสื่อสารระดับมืออาชีพโดยผู้เข้าร่วมอบรมได้ศึกษาข้อแตกต่างในการใช้ภาษาของแต่ละวัฒนธรรมมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตรนี้ยังได้มีการฝึกปฏิบัติการเจรจาโดยมีการแบ่งบทบาทหน้าที่ที่จะเกิดขึ้นในการเจรจา โดยนำเนื้อหาจากทฤษฎีที่ได้เรียนมาตลอดช่วงการอบรมมาประยุกต์ตามสถานการณ์บทบาทสมมติที่ได้รับ
    ประโยชน์ที่ได้รับ
              บุคลากรในทีมเจรจาของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ที่เข้ารับการอบรมในแต่ละหลักสูตร ได้เรียนรู้ทฤษฎีและหลักการ รวมถึงแนวคิดหลักที่จำเป็นที่ต้องใช้ในการเจรจาต่อรอง อีกทั้งได้เรียนรู้การคิดอย่างเป็นระบบเพื่อการเตรียมตัวที่ดีก่อนการเจรจา ได้รับการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาเพื่อการเจรจา และพัฒนาบุคลิกภาพเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในการเป็นตัวแทนของประเทศเข้าร่วมการประชุมในเวทีสากล โดยผู้เข้าอบรมแต่ละหลักสูตรมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นภายหลังได้รับการอบรม มีความพึงพอใจที่ดีต่อหลักสูตรต่างๆ โดยได้เรียนรู้เทคนิคที่จะเป็นมนการสื่อสาร การโน้มน้าวและกลยุทธ์การเจรจาต่อรองที่ดี ซึ่งจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเจรจาต่อรองในเวทีสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
    ปัญหาอุปสรรค
              ปัญหาและอุปสรรคจากการจัดฝึกอบรมทั้ง 3 หลักสูตรพบว่าอัตราการเข้าร่วมอบรมของบุคคลากรทีมเจรจาฯครบทุกหลักสูตรอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมาก จำนวนบุคลากรทีอยู่ในทีมเจรจาสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาปี 2558 มี่ทั้งสิ้น 45 ราย ผู้ที่เข้าร่วมอบรมหลักสูตรภายใต้โครงการพัฒนาทีมเจรจาสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาครบทั้ง 3 หลักสูตรนั้น มีเพียง 7 รายเท่านั้น คิดเป็นร้อยละ 15.6
              ปัญหาและอุปสรรคเหล่านี้เกิดขึ้นเนื่องจากบุคลากรที่อยู่ภายใต้ทีมเจรจาฯเป็นบุคลากรที่เป็นผู้แทนจากแต่ละสำนัก/กองซึ่งมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในภารกิจที่หลากหลาย ในบางครั้งอาจมีภารกิจเร่งด่วนเฉพาะหน้าที่สำคัญๆบ่อยครั้ง จึงทำให้บุคลากรเหล่านั้นไม่สามารถเข้าร่วมอบรมให้ครบทุกหลักสูตรหรือครบจำนวนวันที่จัดอบรมได้ ส่งผลให้เกิดความไม่ต่อเนื่องของการรับข้อมูลและฝึกปฏิบัติ ซึ่งปัญหานี้เป็นอุปสรรคที่สำคัญของโครงการพัฒนาทีมเจรจาของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ตลอดระยะเวลา ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง
    ข้อเสนอแนะ
              จะเห็นได้ว่าบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านภารกิจต่างประเทศ ซึ่งเป็นบุคลากรหลักในทีมเจรจาของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาล้วนเป็นนักวิชาการ (เภสัชกรและนักวิชาการอาหารและยา) โดยที่ทักษะในการเจรจาต่อรองรวมทั้งทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของบุคลากรเหล่านี้ อาจยังไม่เข้มแข็งและยังไม่สามารถเทียบเท่าในระดับสากลได้ เนื่องจากภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางของการสื่อสารทั้งในภูมิภาคอาเซียน เอเชีย ยุโรป หรือ อเมริกา ดังนั้นภาษาอังกฤษจึงมีความสำคัญในการติดต่อสื่อสาร หากประเทศใดที่ผู้เข้าร่วมการเจรจามีทักษะการใช้ที่ดีย่อมได้เปรียบคู่เจรจา จากที่กล่าวมาข้างต้นพบว่าปัญหาเหล่านี้ยังคงเป็นปัญหาของทีมเจรจาของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในภาพรวม ซึ่งทักษะเหล่านี้ควรจะต้องมีการฝึกหัดและพัฒนาอย่างต่อเนื่องต่อไป
     
    7.3 โครงการพัฒนาหลักเกณฑ์และแนวทางการดำเนินงานตาม ASEAN GRP
    ด้วยประเทศสมาชิกอาเซียนเห็นชอบหลักการ ASEAN Good Regulatory Practice (ASEAN GRP)ในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 2/40 เมื่อวันที่ 2-4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนพัฒนากฎระเบียบให้สอดคล้องกับอาเซียน รวมทั้งลดมาตรการที่ไม่จำเป็นและเป็นอุปสรรคต่อการค้าในกลุ่มประเทศอาเซียน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจึงเริ่มศึกษาเพื่อเตรียมนำ GRP มาใช้ในหน่วยงาน ตั้งแต่ปี 2552 และดำเนินการต่อเนื่องต่อมาในปี 2554 ปี 2555 ปี 2556 และ 2557 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้หน่วยงานเสริมสร้างขีดความสามารถของหน่วยงาน ทั้งในด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความโปร่งใส การมีส่วนร่วม และการปฏิบัติงานมีมาตรฐานเทียบเท่าสากล เพื่อรองรับการเปิดการค้าเสรีและการขับเคลื่อนหน่วยงานไปสู่ความเป็นเลิศด้านงานคุ้มครองผู้บริโภค
    ปี 2558 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้นำหลักปฏิบัติที่ดีด้านกฎระเบียบ (Good Regulatory Practice: GRP) มาใช้ในการพัฒนาแนวทางวิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอาง และการพัฒนามาตรการควบคุมการกระจายยาแก้ปวด ดังต่อไปนี้
    7.3.1 สำนักควบคุมเครื่องสำอางและวัตถุอันตรายได้ดำเนินโครงการวิจัยเพื่อศึกษาการจัดทำหลักปฏิบัติที่ดีด้านกฎระเบียบ (Good Regulatory Practice: GRP) สำหรับแนวทางวิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอาง เพื่อเป็นการวิเคราะห์ผลกระทบจากการออกกฎ (Regulatory Impact Assessment : RIA) โดยมีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเป็นที่ปรึกษาในการดำเนินโครงการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลของสถานที่ผลิตเครื่องสำอาง และสำรวจศักยภาพของสถานที่ผลิตเครื่องสำอางในการเตรียมความพร้อมการปฏิบัติตามแนวทางวิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอางอาเซียน (ASEAN GMP) โดยมีเป้าหมายเพื่อมีกฎระเบียบ หรือเกณฑ์ที่กำหนดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องถือปฏิบัติ เกี่ยวกับแนวทางวิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอางและเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบธุรกิจต่อไปโดยแบ่งการดำเนินการเป็นขั้นตอน ดังนี้
      1.1 สำรวจสถานที่ผลิตจริงโดยการโทรศัพท์สอบถามข้อมูล และส่งจดหมาย ซึ่งในระยะเริ่มต้นจำเป็นต้องใช้ข้อมูลพื้นฐานสำคัญ คือฐานข้อมูลสถานที่ผลิตเครื่องสำอางที่มีแหล่งผลิตเป็นตัวตน และเป็นสถานที่ผลิตจริงทั้งหมดในประเทศ เนื่องจากการวิเคราะห์ผลกระทบจากการออกกฎ(RIA) เป็นการวัดผลกระทบจากผู้ประกอบการที่มีสถานที่ผลิตเครื่องสำอางทั้งหมดภายในประเทศ ไม่สามารถใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาได้ จากฐานข้อมูลสถานที่ผลิตเครื่องสำอาง ของผู้ที่มาจดแจ้งผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ได้จากศูนย์ข้อมูลและสารสนเทศ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา วันที่ 11 มีนาคม 2558 จำนวนทั้งหมด 8,025 แห่ง ประกอบไปด้วยผู้ผลิตจริง จ้างผลิต และแบ่งบรรจุ จำเป็นต้องแยกว่าเป็นผู้ผลิตจริงทั้งหมดเท่าไหร่ เพื่อที่จะได้เป็นประชากรที่จะใช้ในการทำการสำรวจ RIA ต่อไป
    ตารางที่ 12 ผลการประเมินศักยภาพผู้ผลิตเครื่องสำอาง ปี 2558
    หลักเกณฑ์ประเมิน
    ศักยภาพในการปกิบัติ (แห่ง)
    รวม
    สูง
    กลาง
    ต่ำ
    ASEAN GMP
    20
    4
    75
    99
    หลักเกณฑ์เบื้องต้น
    30
    12
    57
    99
              จากการสำรวจได้ข้อมูลตอบกลับจากทางโทรศัพท์ และการส่งจดหมาย และคัดข้อมูลที่ซ้ำออก โดยเลือกเฉพาะผู้ผลิตในส่วนที่เป็นประเภทผลิตเพื่อขายเอง และประเภทรับจ้างผลิต(OEM)ได้จำนวน 1,662 แห่ง ซึ่งผู้ผลิตทั้ง 2 ประเภทจะเป็นผู้ผลิตที่ต้องนำแนวทางวิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอางอาเซียนไปปฏิบัติ     
    1.2 การลงพื้นที่สำรวจสถานที่จริง และสำรวจศักยภาพของสถานที่ผลิตเครื่องสำอางตามแนวทางวิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอางอาเซียน (ASEAN Guidelines for Cosmetic Good Manufacturing Practice: ASEAN GMP) เพื่อให้ทราบแนวโน้มว่าส่วนมากสถานที่ผลิตเครื่องสำอางในประเทศไทยมีศักยภาพอยู่ในเกณฑ์ใด ซึ่งศักยภาพจะสะท้อนให้เห็นถึงสภาพปัญหาที่เป็นอยู่ และนำไปเป็นข้อมูลในการประเมินผลกระทบจากการออกกฎต่อไปได้
    จากประชากรที่ได้จากการโทรศัพท์ และส่งจดหมาย จำนวน 1,662 แห่ง ทำการสุ่มตัวอย่างเพื่อลงพื้นที่จำนวน 100 แห่ง ( มี 1 โรงงานที่ไม่ให้เข้าไปในสถานที่ผลิต จึงไม่สามารถประเมินได้) ใน 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ เพื่อเป็นตัวแทนของสถานที่ผลิตเครื่องสำอาง ในการประเมินศักยภาพความพร้อมของสถานประกอบการในการปฏิบัติตามแนวทางวิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอางอาเซียน (ASEAN GMP) ซึ่งสามารถจัดแบ่งสถานที่ผลิตเครื่องสำอางออกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่มีศักยภาพสูง ปานกลาง และต่ำ ดังนี้
    จากการประเมินศักยภาพของสถานที่ผลิตเครื่องสำอางตามแนวทางวิธีที่ดีในการผลิตเครื่องสำอาง พบว่า กลุ่มที่มีศักยภาพสูง หรือกลุ่มที่สามารถได้รับ GMP หรือกลุ่มที่สามารถผลักดันให้ได้รับ GMP ได้ง่าย โดยจะมีลักษณะเป็นโรงงานชัดเจน แบ่งสัดส่วนพื้นที่การผลิตได้อย่างเหมาะสม มีการจัดการด้านบุคลากร และด้านเอกสารที่ดีพอที่จะปฏิบัติตามได้ กรณีที่มีการใช้แนวทางวิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอางอาเซียน (ASEAN GMP) เป็นแนวทางในการปฏิบัติ จากการสำรวจพบว่ามีจำนวนสถานที่ผลิตเครื่องสำอางที่มีศักยภาพสูง จำนวน 20 แห่ง และมีศักยภาพสูงพอที่จะสามารถปฏิบัติตาม หลักเกณฑ์เบื้องต้นของวิธีการผลิต วิธีการเก็บรักษาเครื่องสำอางควบคุม 30 แห่ง
    กลุ่มที่มีศักยภาพปานกลาง หรือ กลุ่มที่มีความเป็นไปได้ในการผลักดันเพื่อให้ได้รับ GMP โดยให้การสนับสนุนในบางเรื่อง เช่น การอบรมให้ความรู้ การจัดทำระบบเอกสาร การปรับปรุงสถานที่ผลิตในบางส่วน เป็นต้น โดยมีลักษณะเป็นโรงงาน หรืออาคารพาณิชย์ที่มีการกั้นห้องหรือแบ่งชั้นการผลิต ที่แยกจากที่อยู่อาศัยอย่างชัดเจน แต่ยังขาดในบางส่วน เช่น ระบบเอกสาร สุขลักษณะในการผลิต และสุขลักษณะส่วนบุคคล เป็นต้น กรณีที่มีการใช้แนวทางวิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอางอาเซียน (ASEAN GMP)เป็นแนวทางในการปฏิบัติ จากการสำรวจพบว่ามีจำนวนสถานที่ผลิตเครื่องสำอางที่มีศักยภาพปานกลาง จำนวน 4 แห่ง และมีศักยภาพในระดับปานกลางที่จะสามารถปฏิบัติตาม หลักเกณฑ์เบื้องต้นของวิธีการผลิต วิธีการเก็บรักษาเครื่องสำอางควบคุม 12 แห่ง
        กลุ่มที่มีศักยภาพต่ำ หรือ กลุ่มที่มีความเป็นไปได้ยาก ในการผลักดันให้ได้รับ GMP โดยจะมีลักษณะของสถานที่ผลิต เป็นส่วนหนึ่งของที่พักอาศัย ผู้ผลิตยังขาดความรู้ ความตระหนักในการผลิตเครื่องสำอางให้ได้คุณภาพมาตรฐาน และยังไม่ให้ความสำคัญในการจัดการระบบเอกสารกรณีที่มีการใช้แนวทางวิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอางอาเซียน (ASEAN GMP)เป็นแนวทางในการปฏิบัติ จากการสำรวจพบว่ามีจำนวนสถานที่ผลิตเครื่องสำอางที่มีศักยภาพต่ำเป็นจำนวนมากที่สุด จำนวน 75 แห่ง และมีศักยภาพในระดับต่ำที่จะสามารถปฏิบัติตาม หลักเกณฑ์เบื้องต้นของวิธีการผลิต วิธีการเก็บรักษาเครื่องสำอางควบคุม 57 แห่ง จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า สถานที่ผลิตเครื่องสำอางส่วนมากจัดอยู่ในกลุ่มที่มีศักยภาพต่ำ โดยกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง หากมีการบังคับใช้กฎหมาย
     
              ส่วนของข้อมูลทั่วไปของสถานที่ผลิตเครื่องสำอาง 100 แห่ง ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อประเมินศักยภาพของสถานที่ผลิตเครื่องสำอางตามแนวทางวิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอางอาเซียน(ASEAN GMP)พบว่า
              ลักษณะของสถานที่ผลิตเป็น อาคารโรงงาน 42% อาคารพาณิชย์ 16% ส่วนหนึ่งของบ้านพักอาศัย 35% บ้านที่ดัดแปลงเป็นสถานที่ผลิต 5% และไม่ยอมให้สำรวจ 2%
    จำนวนพนักงานและเครื่องจักรในการผลิต จัดแบ่งตามกฎกระทรวง กำหนดจำนวนการจ้างงาน และมูลค่าทรัพย์สินถาวรของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2545 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ.2543 ได้ดังนี้
    - จำนวนพนักงานน้อยกว่า 50 คน มี 87% จำนวน 50-200 คน 12% และจำนวนมากกว่า 200 คน 1%
                        - เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต ไม่เกิน 20 แรงม้า 91% ตั้งแต่ 21-50 แรงม้า 4% และมากกว่า 50 แรงม้า 4%                  
    - ประเภทของการจดทะเบียน แยกเป็น บุคคลธรรมดา 24% นิติบุคคล 74% วิสาหกิจชุมชน 2 %
    1.3 วิเคราะห์ RIA โดยมีทางเลือกเบื้องต้นที่ตั้งไว้สำหรับการศึกษา GRP เรื่องดังกล่าว ดังนี้
                        (1) ใช้หลักเกณฑ์แนวทางวิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอางของอาเซียน (ASEAN Guidelines for Cosmetic Good Manufacturing Practice หรือ ASEAN GMP)
                       (2) ระยะเริ่มต้นใช้หลักเกณฑ์เบื้องต้นของวิธีการผลิต วิธีการเก็บรักษาเครื่องสำอางควบคุมก่อน จากนั้นระยะถัดไปใช้หลักเกณฑ์แนวทางวิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอางของอาเซียน (ASEAN Guidelines for Cosmetic Good Manufacturing Practice หรือ ASEAN GMP)
                       (3) คงสถานการณ์เดิมไว้ โดยไม่มีการออกประกาศฯ
              จากการประชุมหารือร่วมกับตัวแทนผู้ประกอบการ ซึ่งจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2558 ณ โรงแรมวินด์เซอร์ สวีทส์แอนด์คอนเวนชั่น สุขุมวิท เพื่อร่วมหารือและให้ความคิดเห็นในการกำหนดแนวทางการออกกฎหมายให้เหมาะสมร่วมกันต่อไปในอนาคต โดยตัวแทนผู้ประกอบการส่วนมากเห็นด้วยกับทางเลือกที่ 2 มากที่สุด เนื่องจาก มีความเป็นไปได้ในการปรับตัวพัฒนามากกว่าทางเลือกอื่นเนื่องจาก ผู้ประกอบการมีทั้งรายเล็กกลาง ใหญ่ ซึ่งใช้เวลาในการปรับตัวไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงควรพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยการปรับปรุงให้ได้หลักเกณฑ์เบื้องต้นก่อนที่จะเป็น ASEN GMP และผู้ประกอบการมีโอกาสในการพิจารณาความพร้อมของตนเองว่า สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบได้หรือไม่ เพื่อประกอบการตัดสินใจ ดำเนินธุรกิจของตนเองต่อไป
    ข้อเสนอแนะจากการประชุมหารือ ได้เสนอให้มีการบังคับใช้หลักเกณฑ์มาตรฐานขึ้นมาเพื่อให้เกิดมาตรฐานของสินค้าเครื่องสำอาง ส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อการควบคุมคุณภาพสินค้าที่เข้าประเทศและการยกระดับสินค้าของประเทศไทยในเบื้องต้นโดยเป็นมาตรฐานการผลิตที่สามารถปฏิบัติได้ทุกขนาดธุรกิจและเสนอให้ภาครัฐมีการช่วยเหลือเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้ เช่น ให้คำปรึกษาในการปรับปรุงสถานที่ ณ สถานที่ผลิตจริง เพื่อให้คำแนะนำที่ถูกต้องในการพัฒนาสถานที่ผลิตให้ผู้ประกอบการที่สถานที่ผลิตได้รับมาตรฐาน ASEAN GMP เป็นพี่เลี้ยงและทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ ให้มีโรงงานต้นแบบในการศึกษามาตรฐานการผลิตที่ดีเพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าเยี่ยมชม ทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ และให้เวลาในการปรับตัว
    การดำเนินงานขั้นตอนต่อไปเป็นการการประเมินผลกระทบจากการจัดทำหลักปฏิบัติที่ดีด้านกฎระเบียบสำหรับแนวทางวิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอาง โดยใช้วิธีการวิเคราะห์แบบพหุหลักเกณฑ์ หรือ Multicriteria Analysis โดยจะเชิญผู้เชี่ยวชาญ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาร่วมกันประเมิน และให้ข้อคิดเห็นต่อไปทั้งนี้ในเบื้องต้นกลุ่มกำกับดูแลหลังออกสู่ตลาด สำนักควบคุมเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย ได้นำข้อมูลไปสังเคราะห์เพื่อพิจารณาจัดทำเกณฑ์ให้ผู้ประกอบการ ถือปฏิบัติตามมาตรา 6(5) (6) (7) และ(8) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 เกี่ยวกับการจดแจ้งต่อไปด้วย ซึ่งหมายถึงว่าการจดแจ้งจะถูกผูกความสัมพันธ์กับสถานที่ เพื่อใช้บันทึกข้อมูลในการพัฒนายกระดับสถานที่ต่อไป
     
    1.3.2 สำนักยา ได้นำหลักการ GRP มาจัดการกับปัญหาการนำยาแก้ปวด (ทรามาดอล) และ ยาน้ำเชื่อมแก้แพ้ แก้ไอ มาผสมเพื่อเสพให้เกิดอาการมึนเมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จึงต้องมีมาตรการในการควบคุมยาเหล่านี้ แต่ เนื่องจาก ยาเหล่านี้มีประโยชน์ทางการแพทย์ทำให้ต้องควบคุมการกระจายอย่างระมัดระวัง ไม่ให้กระทบต่อการถึงยาจำเป็นสำหรับผู้ป่วยมากจนเกินไป  จึงได้มีการนำ GRP มาใช้ในการศึกษาสถานการณ์และสภาพปัญหาเกี่ยวกับมาตรการควบคุมการกระจายยา สรุปทางเลือกในการควบคุมการกระจายยา ๔ ทางเลือก ดังนี้
    ทางเลือกที่ ๑ จัดเป็น ยาอันตราย เหมือนเดิม
    ทางเลือกที่ ๒ จัดเป็น ยาอันตราย โดยมีมาตรการควบคุม
    ทางเลือกที่ ๓ ยกระดับเป็น ยาควบคุมพิเศษ โดยมีเงื่อนไขในการห้ามจำหน่ายในร้านขายยาและ
    คลินิกเวชกรรม
    ทางเลือกที่ ๔ ยกระดับการควบคุมเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๒
    และใช้เทคนิค Multi criteria analysis โดยพิจารณาถึงประเด็น ๑) การเข้าถึงยาจำเป็นของประชาชน ๒) ประสิทธิภาพการควบคุมการกระจาย ๓) การเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ๔) ความปลอดภัยในการใช้ยาของประชาชน และ ๕) ผลกระทบทางธุรกิจของภาคเอกชน 
    ปัจจุบันการควบคุมการกระจายยาใช้ทางเลือกที่ ๒ ในการดำเนินการ กล่าวคือ ยังคงจัดยาที่มีความเสี่ยงที่จะนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม เป็น “ยาอันตราย” แต่ได้กำหนดเงื่อนไขในการซื้อและขายยาดังกล่าว ดังนี้ การควบคุมปริมาณการขายส่ง ปริมาณการจ่ายให้กับผู้ป่วย การบันทึกชื่อ สกุล ผู้ซื้อยาลงในบัญชีการขายยา (ขย ๑๑) การให้เภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติลงนามในใบสั่งซื้อยา การรายงานข้อมูลการนำเข้า ผลิต ขายยาเหล่านี้ เป็นต้น
     อย่างไรก็ดี ในแต่ละทางเลือก ส่งผลกระทบทางลบต่อภาคส่วนต่างๆ ซึ่งต้องประเมินผล และ หามาตรการควบคุมผลกระทบทางลบ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่ยังคงประสิทธิภาพในการควบคุมกำกับให้มีประสิทธิภาพได้
     
    7.4 โครงการศึกษาข้อมูลกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการนำเข้าและส่งออกผลิตภัณฑ์สุขภาพ
    ASEAN.jpgปัจจุบัน อุปสรรคด้านการค้าระหว่างประเทศที่มิใช่ภาษี มักจะเป็นกฎระเบียบ มาตรฐาน และความปลอดภัยที่ประเทศต่างๆได้กำหนดไว้ เพื่อปกป้อง คุ้มครองสุขภาพคน สัตว์หรือสิ่งแวดล้อมในประเทศของตน ส่งผลให้ความตกลงการค้าเสรีที่ได้ดำเนินการไปแล้ว อาจไม่ส่งผลให้การค้าสินค้าระหว่างประเทศมีความสะดวกหรือเคลื่อนย้ายไปได้อย่างเสรีอย่างแท้จริง ดังนั้น ในการเจรจาเปิดการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ จำเป็นต้องมีการพิจารณาถึงมาตรการ กฎระเบียบต่างๆ ของแต่ละประเทศ ที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าไปพร้อมกันด้วยเพื่อประโยชน์ในการต่อรอง อาทิเช่น พิธีการนำเข้า – ส่งออก  กฎระเบียบทางเทคนิค และมาตรฐานของสินค้า/ผลิตภัณฑ์ เป็นต้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแลความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่จำหน่ายในประเทศไทย ตามข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ และเป็นผู้แทนประเทศไทยในการเจรจาและ/หรือประชุมระหว่างประเทศ ด้านการจัดทำเขตการค้าเสรีทั้งในระดับทวิภาคี และพหุภาคี รวมถึงข้อตกลงตามความร่วมมือต่างๆ ที่เกี่ยวกับบทบาทและภารกิจของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้แก่ ความตกลงของอาเซียนด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ความตกลงว่าด้วยอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า กฎระเบียบทางเทคนิค มาตรฐานของผลิตภัณฑ์สุขภาพ และด้าน Intellectual Property Rights รวมถึงเตรียมการรองรับหากข้อตกลงไม่สอดคล้องกับกฎหมายภายในประเทศ
     ดังนั้น เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสามารถปฏิบัติงานด้านการเจรจา และ/หรือประชุมระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ กองแผนงานและวิชาการ สำนักความร่วมมือระหว่างประเทศ จึงได้ดำเนินการศึกษาข้อมูลกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการนำเข้าและส่งออกผลิตภัณฑ์สุขภาพใน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 เพื่อสำรวจข้อมูลด้านกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการนำเข้าและส่งออกผลิตภัณฑ์สุขภาพของผู้ประกอบการ และเพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เป็นข้อมูลในการเจรจา/ประชุมระหว่างประเทศ รวมถึงเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนากฎระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาให้สอดคล้องกับสากลต่อไป ตลอดจนเพื่อให้ข้อเสนอแนะต่อผู้บริหารในการพัฒนากลไกเพื่อลดอุปสรรค และส่งเสริมความสะดวกทางการค้าไปพร้อมกับการคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างเหมาะสม
    กลุ่มตัวอย่าง ในการศึกษาเป็นผู้ประกอบการที่นำเข้าและส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารและยารักษาโรคในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา โดยใช้แบบสอบถามส่งไปบริษัทนำเข้า/ส่งออกผลิตภัณฑ์สุขภาพจำนวน 350 ราย มีกลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามจำนวน 108 ราย บริษัทส่วนใหญ่มีเงินทุนไม่เกิน 50 ล้านบาทหรือคนงานไม่เกิน 50 คน และมีการดำเนินธุรกิจการค้าระหว่างประเทศทั้งสองประเภท คือ ทั้งนำเข้าและส่งออกมากที่สุด โดยมีการนำเข้าและส่งออกผลิตภัณฑ์สุขภาพด้านอาหารมากที่สุด ซึ่งประเทศคู่ค้าที่มีการส่งออกผลิตภัณฑ์มากที่สุด คือ ประเทศสิงคโปร์ รองลงมา คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน และสหภาพยุโรป ประเทศคู่ค้าที่มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์มากที่สุด คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน รองลงมา คือ ประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป
    กลุ่มตัวอย่างผู้นำเข้าอาหารและยา มีความเห็นว่าระเบียบข้อบังคับที่เป็นปัญหา อุปสรรคที่มีระดับความรุนแรงในระดับมาก คือ กระบวนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ ลำดับถัดมา คือ การยื่นขอ License per Invoice จำนวนเอกสารที่ต้องแนบสำหรับขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์มีจำนวนมาก และบางเอกสาร เช่น ใบรับรอง HACCP, ISO มีข้อกำหนดว่าต้องเป็นเอกสารฉบับจริง มีลายมือชื่อฉบับจริง ส่งผลให้เกิดความลำบากและค่าใช้จ่ายในขั้นตอนการขออนุญาต และระเบียบวิธีการออกใบอนุญาตนำเข้ามีความซับซ้อนและมีความเห็นว่าขั้นตอนกระบวนการในการนำเข้าอาหารและยา ที่เป็นอุปสรรคในระดับมาก คือ การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่แน่นอน  และความไม่แน่นอนของการบังคับใช้กฎระเบียบ และข้อมูลเกี่ยวกับระเบียบข้อบังคับไม่ได้รับการตีพิมพ์หรือเป็นที่แพร่หลายเพียงพอ ความล่าช้าในการประกาศใช้มาตรฐาน/ใบอนุญาตต่างๆ  ขั้นตอนการติดต่อ ยุ่งยาก และซ้ำซ้อน
    รายละเอียดปัญหาที่พบในการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพ พบว่า กฎระเบียบข้อบังคับไม่ชัดเจน และมักจะมีการบังคับใช้โดยไม่ได้ประกาศเป็นทางการล่วงหน้าเพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมก่อนขั้นตอนและวิธีการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์มีความล่าช้า การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่แน่นอน จำนวนเจ้าหน้าที่พิจารณาเรื่องมีน้อยมากทำให้ระบบการทำงานช้ามาก จึงทำให้ผู้ประกอบการขาดโอกาสในเชิงพาณิชย์ในช่วงระยะเวลาที่มีการพิจารณาอนุญาตผลิตภัณฑ์ และระบบ License Per Invoice และ e-logistics ขัดข้องบ่อยเป็นผลให้การนำเข้าสินค้าล่าช้า
    กลุ่มตัวอย่างผู้ส่งออกอาหารและยา มีความเห็นว่าระเบียบข้อบังคับที่เป็นปัญหา อุปสรรคที่มีระดับความรุนแรงในระดับมาก คือ อุปสรรคที่เกิดจากการมีมาตรฐานหลากหลายในแต่ละกลุ่มประเทศทำให้ผู้ส่งออกต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขอรับรองระบบที่ซ้ำซ้อน รองลงมา คือ ปัญหาด้านข้อกำหนดด้านคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และตามด้วยปัญหาด้านกระบวนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ในต่างประเทศปัญหาด้านข้อกำหนดเกี่ยวกับการบรรจุหีบห่อและฉลากสินค้า (Packaging and Labelling) และมีความเห็นว่าขั้นตอนกระบวนการในการส่งออกอาหารและยา ที่มีระดับความรุนแรงในระดับมาก คือ ความล่าช้าในการประกาศใช้มาตรฐาน/ใบอนุญาตต่างๆ รองลงมาคือ ขั้นตอนการติดต่อ ยุ่งยาก และซ้ำซ้อน และข้อมูลเกี่ยวกับระเบียบข้อบังคับไม่ได้รับการตีพิมพ์หรือเป็นที่แพร่หลายเพียงพอ
    รายละเอียดปัญหาที่พบในการส่งออกผลิตภัณฑ์สุขภาพ พบว่า ประเทศคู่ค้าบางประเทศมีการกีดกันการนำเข้าโดยใช้มาตรฐานคุณภาพมาเป็นข้อกำหนดในการนำเข้าโดยกำหนดมาตรฐานด้านคุณภาพสินค้าเข้มงวดส่งผลให้การขออนุญาตนำเข้าสินค้าในประเทศปลายทางต่างๆค่อนข้างยาก เพราะมีข้อกำหนดหลากหลาย และการหาข้อมูลค่อนข้างยาก นอกจากนั้นในแต่ละกลุ่มประเทศมีความต้องการด้านมาตรฐานหรือการรับรองระบบคุณภาพที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้ผลิตต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจรับรองระบบค่อนข้างสูงต่อปี อีกทั้งพบว่าจำนวนเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในการเซ็นเอกสารหนังสือรับรองมีน้อย ส่งผลให้หนังสือรับรองการส่งออก/เอกสาร certificate ออกล่าช้า
                       ข้อเสนอแนะ
    1. ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถาม หากทำให้ข้อมูลที่ได้มีความสมบูรณ์และชัดเจนมากขึ้น ควรทำการสัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อให้ทราบรายละเอียดของปัญหา อุปสรรคที่ผู้ประกอบการพบในการนำเข้า/ส่งออกแต่ละประเทศให้มากยิ่งขึ้น
    2. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการส่งออก ควรมีการเผยแพร่ข้อมูล ข้อกำหนดของประเทศคู่ค้าที่เป็นปัจจุบันเพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับทราบข้อมูล เพื่อความถูกต้องในการจัดทำข้อมูลและกระบวนการส่งออกต่อไป
    7.5 การดำเนินงานภายใต้แผนภารกิจด้านการต่างประเทศประจำปี 2558
    ภารกิจด้านต่างประเทศของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เป็นการเจรจาตามข้อตกลงในฐานะที่เป็นผู้แทนประเทศไทยและผู้ประสานงานซึ่งจะต้องนำผลของข้อตกลงแก้ไขกฎหมาย และดำเนินการให้เป็นไปตามข้อตกลงเข้าประชุมและเจรจากรณีที่เป็นข้อผูกมัด และมีผลกระทบในแง่มุมของกฎหมาย และระบบงานคุ้มครองผู้บริโภค และมีความจำเป็นต้องพัฒนามาตรฐาน กฎระเบียบและการทำงานให้เท่าทันการเปลี่ยนของโลกและเทคโนโลยีชั้นสูง จึงต้องมีความร่วมมือกับหน่วยงานอาหารและยาของประเทศต่างๆ รวมถึงการแก้ปัญหาจากสินค้าไม่ปลอดภัยร่วมกัน
    7.5.1 ภารกิจด้านต่างประเทศของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
    มีกรอบงานเป็น 3 ด้าน ได้แก่
    1.1) ด้านงานตามข้อตกลงระหว่างประเทศ
              เป็นการเจรจาตามข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับกฎระเบียบทางเทคนิคด้านความปลอดภัย และมาตรการที่เป็นอุปสรรคทางการค้าที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพในทุกเวที ซึ่งการแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับกฎระเบียบทางเทคนิคด้านความปลอดภัย และมาตรการที่เป็นอุปสรรคทางการค้าทีเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพในเวทีของ ASEAN เวทีของ Codex (มาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ) เวทีด้านมาตรฐาน ความสอดคล้องและความปลอดภัยด้านอาหารของกลุ่มเอเปค เป็นต้น ซึ่งผลของความตกลงกระทบต่อการออกกฎระเบียบและผู้ประกอบการไทยรวมถึงความได้เปรียบเสียเปรียบทางการการค้า และความปลอดภัยของผู้บริโภค
    1.2) ด้านงานความร่วมมือตามข้อตกลงระหว่างประเทศ
    สร้างความร่วมมือในการพัฒนางานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพ ในเวทีของ Greater Makong Sub-region (GMS) การทำข้อตกลงระหว่างหน่วยงานด้านอาหารและยาของไทยกับประเทศต่างๆ รวมถึงเจรจาตามข้อตกลงหรือบันทึกความเข้าใจ Memorandum of Understanding (MOU) หรือบันทึกความเข้าใจ Memorandum of Cooperation (MOC) ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ลงนามบันทึกความร่วมมือโดยตรงกับหน่วยงาน อย. ของประเทศออสเตรเลีย (TGA) และจีน (SFDA)
    1.3) ด้านงานเชิงนโยบายและสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศ
    ความจำเป็นในการสร้างความตระหนักและความร่วมมือระหว่างประเทศขึ้น เพื่อหารือและกำหนดนโยบายระหว่างประเทศเพื่อลดผลกระทบ และสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนาหน่วยงานของรัฐ ตลอดจนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นบทบาทและหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ในฐานะที่เป็น Focal point รวมถึงการมสร้างเข็มแข็ง และพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานในการเข้าร่วมในเวทีระหว่างประเทศ ให้สามารถดำเนินการได้เทียบเท่ากับประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อเสริมสร้างระบบการคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มแข็ง สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงได้ทันการณ์
    7.5.2 งบประมาณรายจ่ายอื่น
    2.1) งบรายจ่ายอื่นได้รับจัดสรรสำหรับการเดินทางไปราชการต่างประเทศ ได้รับการจัดสรร 8,100,000 บาท
    2.2) สรุปภารกิจด้านต่างประเทศปี 2558 ดังตางรางที่  13
    ตารางที่ 13 ภารกิจด้านต่างประเทศ ปี 2558
    ลำดับ
    รายการ
    รายละเอียด
    1.
    ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศทั้งหมด
    8,099,999.64บาท
    2.
    รายการที่เดินทางไปราชการต่างประเทศทั้งหมด
    140 รายการ
    3.
    รายการที่ดำเนินการตามแผนภารกิจต่างประเทศ
    61 รายการ
    4.
    รายการที่ดำเนินการนอกแผนภารกิจต่างประเทศ
    4 รายการ
    5.
    รายการที่ดำเนินการเพิ่มเติมจากแผนภารกิจด้านต่างประเทศ
    ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณ
    75 รายการ
    6.
    ผู้เข้าร่วมการประชุมทั้งหมด
    126 คน(285 ครั้ง)
     
    เลขาธิการ/รองเลขาธิการ/ผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เชี่ยวชาญ/ 
    ผู้บริหารผู้อำนวยการระดับสูง
    18 คน(59 ครั้ง)
     
    ผู้อำนวยการระดับต้น/เภสัชกรและนักวิชาการ
    ระดับชำนาญการพิเศษ
    36 คน(84 ครั้ง)
     
    เภสัชกรและนักวิชาการระดับชำนาญการ
    53 คน(111 ครั้ง)
     
    เภสัชกรและนักวิชาการระดับปฏิบัติการ
    19 คน(31 ครั้ง)
        2.3) สรุปค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศประจำปี แยกตามแผนภารกิจด้านต่างประเทศ ดังตารางที่ 14
    ตารางที่ 14 ผลการเบิกจ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ ปี 2558
    รายการ
    งบประมาณ
    ที่เบิกจ่าย
    หมวดที่ 1 งานตามข้อตกลงระหว่างประเทศ
    - ASEAN, CODEX
    3,545,224.92 บาท
    หมวดที่ 2 งานความร่วมมือตามข้อตกลงระหว่างประเทศ
    - พหุภาคี (GMS, APEC, WTO)
    - MOU-SFDA
    614,221.67 บาท
    - Pharmacovigilance
    - SAICM/IFCS
    - PIC/S
    - ISO
    - WHO
    - UN
    - others ( ICDRA,AHWP, GHTF, ICUP, IUPAC, ยาเสพติด)
    3,740,489.79 บาท
    อื่นๆ (รายการนอกแผนภารกิจ)(จำนวน 288,314.66 บาท)
    -          Interpol counter Nuclear Smuggling Workshop for the Southeast Asia Region ครั้งที่ 4
    -          Research Directions in Genetically - Mediated Stevens - Johnson syndrome/Toxic Epidermal Necrolysis
    -          นักบริหารการคลัง (นบค.) รุ่นที่ 5
    -          โครงการเยือนสหรัฐฯภายใต้กรอบความร่วมมือหุ้นส่วนเชิงสร้างสรรค์ไทย-สหรัฐฯ (Thai-U.S. Creative Partnership)
     
    *เงินเหลือจ่ายกันไว้ค่าใช้ใช้ส่วนกลางของหน่วยงาน
    200,063.26 บาท