วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท

เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งในระบบประสาทส่วนกลางมีสารเคมีที่ควบคุม การทำงานของร่างกาย หลายระบบ เช่น วัตถุออกฤทธิ์มีผลทำให้ไม่อยากกินอาหาร ใช้ประโยชน์ในการลดความอ้วน หรือบางชนิดออกฤทธิ์ช่วยให้นอนหลับ
วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 แบ่งเป็น 4 ประเภท
1. วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 ไม่มีประโยชน์ในทางการแพทย์ ห้ามผลิต นำเข้า และจำหน่าย เช่น เตตราไฮโดรเจนแคนนาบินอล เป็นต้น
2. วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 มีประโยชน์ทางการแพทย์ ผลิต นำเข้า โดยกระทรวงสาธารณสุข และจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการวิชาชีพเวชกรรม ทันตกรรม และสัตวแพทย์ ซึ่งเป็นผู้จ่ายยาให้แก่คนไข้ของตน ไม่มีขายตามร้านขายยยา เช่น กลุ่มยาลดความอ้วน เช่น เฟนเตอร์มีน กลุ่มยานอนหลับ เช่น มิดาโซแลม โซฟิเดม กลุ่มยานำสลบ เช่น เคตามีน(ยาเค) กลุ่มวัตถุดิบ เช่น ซูโดอีเฟดรีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาบ้า แต่ปกติเป็นส่วนผสมในการผลิตยาบรรเทาอาการหวัด
3. วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 3 มีประโยชน์ทางการแพทย์ มีโอกาสเสพติดน้อยกว่าประเภท 2 สามารถขายตามร้านขายยาได้แต่ต้องขายตามใบสั่งแพทย์ เช่น บูพรีนอร์ฟีน (ยาแก้ปวด อมใต้ลิ้น)
4. วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 มีประโยชน์ทางในทางการแพทย์ แต่โอกาสเสพติดน้อยกว่าประเภท 3 กลุ่มใช้ทำยาสงบประสาท เช่น ไดอาซีแพม อัลปราโซแลม คลอร์ไดอาซีพอกไซด์

ยาเสพติดให้โทษ

ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทส่วนกลาง เช่นกัน แต่ออกฤทธิ์เฉพาะแห่ง เช่นส่วนที่ทำให้เกิดอาการปวด จึงใช้แก้ปวดที่รุนแรงได้ผลดี แต่เสพติดได้ง่าย ทำให้เกิดอาการประสาทหลอน เมื่อหยุดใช้ยาจะเกิดอาการถอนยา
ยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 แบ่งเป็น 5 ประเภท
1. ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์ ห้ามผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ครอบครอง เว้นแต่การมีไว้ในครอบครองกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการตามที่รัฐมนตรีจะอนุญาต เช่น เฮโรอีน ยาบ้า
2. ยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 มีประโยชน์ทางการแพทย์ ผลิตหรือนำเข้า โดยกระทรวงสาธารณสุข และจำหน่ายให้แก่ผู้มีใบอนุญาตจำหน่าย หรือครอบครองยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ได้แก่ ผู้ประกอบอาชีพเวชกรรม เภสัชกรรม ทันตกรรม และสัตวแพทย์ เช่น กลุ่มยาที่ใช้ในการแก้ปวด เช่น เฟนตานิล โคเคน กลุ่มยาที่ใช้ในการักษาผู้ที่ติดยาเสพติด เช่น โอเปี่ยมทิงเจอร์ เมทาโดนน้ำ กลุ่มยาที่ใช้ในการผ่าตัด มอร์ฟีน เฟนตานิล กลุ่มยาที่ใช้เป็นวัตถุดิบ (สำหรับใช้ในการผลิตวัตถุเสพติดในประเภท 3) เช่น โคเดอีน ผิ่นยา
3. ยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 เป็นผลิตภัณฑ์ที่นำยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ผสมกับยาชนิดอื่น ได้ผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูป เช่น ยาแก้ไอ หรือยาแก้ปวด ( มีโคเดอีนเป็นส่วนผสม)
4. ยาเสพติดให้โทษในประเภท 4 ใช้เป็นวัตถุดิบในทางอุตสาหกรรม หรือวิทยาศาสตร์ นำเข้าโดยกระทรวงสาธารณสุข ขายให้แก่ผู้มีใบอนุญาต จากสำนักคณะกรรมการอาหารและยา ไม่ใช่ยาเสพติดให้โทษโดยตรง แต่เป็นสารตั้งต้นที่นำไปผลิตเป็นยาเสพติดให้โทษได้ เช่น อะเซติกแอนไฮไดร์ (ผลิตเฮโรอีน) มีประโยชน์ทางอุตสาหกรรมในการผลิตแป้งคุณสมบัติที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้กระบวนการผลิตสี หรือประโยชน์ ทางด้านวิทยาศาสตร์ การศึกษาวิจัยในห้องปฏิบัติการ กลุ่มเออกอร์ต (ผลิต LSD) ส่วนผสมในการผลิตยา เช่น ยารักษาไมเกรน
5. ยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ส่วนใหญ่เป็นพืชที่ทำให้เกิดการเสพติดได้ เช่น กระท่อม ต้นฝิ่น เห็ดขี้ควาย กัญชา ห้ามผลิต จำหน่าย นำเข้าส่งออก

 

 

รูปแบบวัตถุเสพติด

 

มอร์ฟีนซัลเฟตชนิดรับประทาน


ในปัจจุบันห้องยา อย. ได้ให้บริการมอร์ฟีนซัลเฟตชนิดรับประทานแก่สถานพยาบาลต่างๆ รวมจำนวน 6 ตำรับ โดยทั้ง 6 ตำรับดังกล่าวมีรูปแบบเภสัชภัณฑ์ (Dosage form) ที่ออกฤทธิ์นานทั้งสิ้น เป็นยาเม็ดออกฤทธิ์นาน (Sustained release tablet) จำนวน 3 ตำรับ ได้แก่ MST Continus 10 mg, 30 mg, 60 mg และชนิดแคปซูลออกฤทธิ์นาน (Sustained release capsule) จำนวน 3 ตำรับ ได้แก่ Kapanol 20 mg, 50 mg, 100 mg

สภาพปัญหาที่พบมาก
พบว่ามีการสั่งจ่ายยา MST และ Kapanol ให้กับผู้ป่วยไม่ถูกต้อง เนื่องจากมิได้คำนึงว่ายาดังกล่าวมีรูปแบบที่ออกฤทธิ์ต่อเนื่องยาวนาน โดย MST ออกฤทธิ์นาน 12 ชั่วโมง จึงควรให้ยา เช้า-เย็น ในขณะที่ Kapanol ออกฤทธิ์นาน 24 ชั่วโมง จึงควรให้ยาวันละ 1 ครั้ง การสั่งจ่ายยาโดยไม่ระมัดระวังอาจทำให้ผู้ป่วยได้รับอันตรายจากการใช้ยาเกินขนาด เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัยจึงขอให้พิจารณาใช้ยาตามขนาดที่แนะนำ ดังนี้

Kapanol 20 mg, 50 mg, 100 mg
 ผู้ใหญ่
ให้ Kapanol แคปซูลวันละครั้ง (ทุก 24 ชั่วโมง)

ในผู้ป่วยที่ไม่เคยรับยากลุ่ม Opioid มาก่อน ขนาดยาเริ่มต้นควรใช้ขนาด 20-40 มิลลิกรัม วันละครั้ง (ทุก 24 ชั่วโมง) ในกรณีที่เริ่มต้นด้วย 40 มิลลิกรัม ต่อวัน อาจพิจารณาให้ 20 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง (ทุก 12 ชั่วโมง) ก็ได้
ไม่ควรลดระยะเวลาการให้ยา (doseing interval) ของ Kapanol ลงต่ำกว่าทุก 12 ชั่วโมง
เมื่อใช้ยาไปสักระยะหนึ่งแล้ว ควรทำการปรับขนาดยาเพื่อให้เกิดสมดุลย์ที่เหมาะสมระหว่างการควบคุมอาการปวดกับอาการข้างเคียงจากยากลุ่ม Opioidเนื่องจากเป็นรูปแบบของการปลดปล่อยมอร์ฟีน ซัลเฟตแบบออกฤทธิ์นาน ดังนั้นการเพิ่มขนาดยาควรเว้นระยะห่างกันประมาณ 24 ชั่วโมง

 เด็ก
ยังไม่มีการปรเมินผลการใช้ Kapanol แคปซูลในเด็ก

เอกสารอ้างอิง เอกสารกำกับยาในหนังสือรับรองผลิตภัณฑ์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหาร
และยา เลขที่ NAR 1/2551, NAR 2/2551 และ NAR 3/2551


MST Continus 10 mg, 30 mg, 60 mg
 การให้ยาและขนาดของยา
กลืนทั้งเม็ดโดยไม่เคี้ยว วันละ 2 ครั้ง ทุก 12 ชั่วโมง ขนาดของยาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการปวด อายุ และประวัติการใช้ยาบรรเทาปวด ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดรุนแรงโดยปกติจะเริ่มใช้ MST Continus ในขนาด 10 มิลลิกรัม ครั้งละ 1-2 เม็ด ถ้าอาการปวดยังคงเดิมหรือเพิ่มขึ้น จะต้องเพิ่มขนาดของยาขึ้น การเพิ่มขนาดยา ควรเพิ่มขึ้นทีละ 25-50%
การเปลี่ยนจากยา Morphine ชนิดออกฤทธิ์ทันที่มาเป็น MST Continus ควรปรับให้ผู้ป่วยได้รับยาในปริมาณของ dose ที่เท่ากันใน 24 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็นวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น
การเปลี่ยนจากยาฉีดมาเป็น MST Continus ควรเพิ่มขนาดของยาขึ้น โดยเพิ่มขนาดขึ้น 50-100% ทั้งนี้ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย

การปวดหลังผ่าตัด: ไม่ควรใช้ MST Continus ภายในระยะเวลาหลังผ่าตัดไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลัง 24 ชั่วโมงไปแล้ว ให้อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ที่จะให้ยาในขนาดต่างๆ ดังต่อไปนี้
1) MST Continus ขนาด 20 มิลลิกรัม ทุก 12 ชั่วโมง สำหรับผู้ป่วยที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 70 กก.
2) MST Continus ขนาด 30 มิลลิกรัม ทุก 12 ชั่วโมง สำหรับผู้ป่วยที่มีน้ำหนักเกิน 70 กก.

การให้ Morphine เสริมโดยการฉีด ทำได้ในกรณีจำเป็นและต้องอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด ต้องระลึกไว้เสมอว่า MST Continus เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อเนื่องยาวนาน ควรใช้ MST Continus หลังผ่าตัดด้วยความระมัดระวัง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีภาวะ Acute Abdomen และผู้ป่วยภายหลังการผ่าตัดช่องท้อง

เอกสารอ้างอิง เอกสารกำกับยาในหนังสือรับรองผลิตภัณฑ์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหาร
และยา เลขที่ 4/2545, 5/2545 และ 6/2545