ข้อควรปฏิบัติในการทำรายงานการใช้วัตถุเสพติด

 

ยาเสพติดให้โทษในประเภท 2

       1. จัดทำบัญชี รับ- จ่าย รายเดือน (แบบ ย.ส.6) และ บัญชี รับ-จ่าย รายปี (แบบ ย.ส.7) จำนวน 2 ฉบับ   ฉบับหนึ่งเสนอเลขาธิการทุกสิ้นเดือน (ภายใน 30 วันนับจากวันสิ้นเดือน ) หรือทุกปี (ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2) อีกฉบับเก็บไว้ ณ สถานที่กำหนดในใบอนุญาตเป็นเวลา 5 ปี (สำหรับยาทุกตัวที่ซื้อจากกองควบคุมวัตถุเสพติด)
        2. กรอกรายละเอียดให้ถูกต้องครบถ้วนทุกช่อง ระบุรหัสสถานที่ และรหัสผู้ถือใบอนุญาต ทุกครั้ง
        3.การลงชื่อยา ต้องลงทั้งชื่อสามัญ และ ชื่อการค้า ของยา
        4.การลงปริมาณการใช้ไม่ต้องคำนวณเป็นกรัม ให้ลงเป็น มิลลิลิตร (ml) เม็ด ขวด หลอด ก็ได้ และ ยอดรับ-จ่าย ยอดคงเหลือ ต้องถูกต้องตามจริง 
        5.ต้องมีลายเซ็นต์ผู้รับใบอนุญาตกำกับในการทำรายงานทุกครั้ง 
        6.การส่งรายงานทางไปรษณีย์ให้จ่าหน้าซองถึง ผู้อำนวยการกองควบคุมวัตถุเสพติดโดยตรง เพื่อมิให้เกิดความล่าช้า

 
 
วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2

        1.จัดทำบัญชี รับ-จ่าย แจ้งรายละเอียดผู้ป่วย (แบบบ.จ. 8) บัญชี รับ- จ่าย รายเดือน(แบบบ.จ.9) และ บัญชี รับ-จ่าย รายปี (แบบบ.จ.10) ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 15 (สำหรับยาทุกตัวที่ซื้อจากกองควบคุมวัตถุเสพติด
        2.จัดทำบัญชี รับ-จ่าย รายเดือน (แบบบ.จ.9) ส่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาทุกเดือนภายใน 30 วัน หลังวันสิ้นเดือนทั้งนี้โปรดสำเนาไว้ที่สถานพยาบาล 1 ชุด (สำหรับยาทุกตัวที่ซื้อจากกองควบคุมวัตถุเสพติด)
       3.จัดทำบัญชี รับ-จ่าย ประจำปี (แบบบ.จ.10) ส่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาทุกปี
       4.จัดทำบัญชี รับ-จ่าย แจ้งรายละเอียดผู้ป่วย (แบบบ.จ.8) เก็บไว้ที่สถานพยาบาลสำหรับเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ บัญชีต่างๆเก็บไว้อย่างน้อย 2 ปี นับแต่ลงรายการครั้งสุดท้ายของบัญชี (มาตรา 87)
       5. กรอกรายละเอียดให้ถูกต้องครบถ้วนทุกช่อง ระบุรหัสสถานที่ และรหัสผู้ถือใบอนุญาต ทุกครั้ง
       6.การลงชื่อยา ต้องลงทั้งชื่อสามัญ และ ชื่อการค้า ของยา
       7.การลงปริมาณการใช้ไม่ต้องคำนวณเป็นกรัม ให้ลงเป็น มิลลิลิตร (ml) เม็ด ขวด หลอด ก็ได้ และ ยอดรับ-จ่าย ยอดคงเหลือ ต้องถูกต้องตามจริง 
       8.ต้องมีลายเซ็นต์ผู้รับใบอนุญาตกำกับในการทำรายงานทุกครั้ง 
       9.การส่งรายงานทางไปรษณีย์ให้จ่าหน้าซองถึง ผู้อำนวยการกองควบคุมวัตถุเสพติดโดยตรง เพื่อมิให้เกิดความล่าช้า
 

 

ข้อควรปฏิบัติในการทำรายงานการใช้วัตถุเสพติดถือให้สถานพยาบาลทุกที่ปฏิบัติโดยเคร่งครัดเนื่องจาก มีผลต่อการพิจารณาคำขอซื้อวัตถุเสพติด

 
*** หมายเหตุ  การทำรายงานแต่ละประเภทต้องแยกกันอย่างชัดเจนเป็นคนละรายงานกัน มิควรทำรวมกันเพื่อป้องกันการปนของเอกสารไปที่อื่น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเป็นคนละคนกัน และจัดทำรายงานทุกประเภทสำหรับยาทุกตัวที่ซื้อจากกองควบคุมวัตถุเสพติดจนกระทั่งปิดบริการสถานพยาบาล
กลุ่มบริหารวัตถุเสพติดที่ใช้ในทางการแพทย์ กองควบคุมวัตถุเสพติด  
โทร.0-2590-7335-6 และ 0-2590-7317
 
5 พฤษภาคม 2549
 
 
 
 
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการลงรายงาน (สำหรับสถานพยาบาล)
 
1.       รายงานวัตถุออกฤทธิ์ (แบบฟอร์ม บจ.9) และยาเสพติด (แบบฟอร์ม ยส.6) มาให้เป็นปัจจุบัน (ภายใน 30 วันนับจากวันสิ้นเดือน) อย่างต่อเนื่องทุกๆเดือน และตรวจสอบยอดรับ จ่าย คงเหลือ ให้ถูกต้อง
2.       ทำรายงานตามแบบฟอร์มให้ถูกต้องโดยรายงานประจำเดือนของวัตถุออกฤทธิ์ใช้แบบฟอร์มบจ.9 และ ของยาเสพติดใช้แบบฟอร์ม ยส.6
3.       เขียนชื่อสถานพยาบาล ชื่อแพทย์ผู้ดำเนินกิจการ ที่อยู่ ให้ถูกต้องชัดเจนเนื่องจากมีชื่อสถานพยาบาลซ้ำกันหลายแห่ง
4.       ให้รายงานวัตถุเสพติดที่ซื้อจากกองควอคุมวัตถุเสพติดทุกตัวจนกระทั่งยอดยาเป็นศุนย์
5.       ให้รายงานยาแต่ละตัวแยกตามชื่อการค้า
6.       ในกรณีสถานพยาบาล (บุคคลธรรมดา)มีการเปลี่ยนแปลงผู้รับอนุญาตบ่อยทำให้ยอดยาไม่ถูกต้อง เนื่องจากยาคงเหลือเดิมเป็นยาที่อยู่ในความรับผิดชอบของแพทย์เดิมที่ใช้ในสถานพยาบาลนั้น ดังนั้นถ้าสถานพยาบาลมีการเปลี่ยนแปลงผู้อนุญาตยอดยาคงเหลือของแพทย์ท่านเดิมต้องใช้ให้เป็นศุนย์
7.   การรายงานยอดจ่ายนอกเหนือจากการจ่ายให้คนไข้ให้ท่านแจกแจงรายละเอียดดังกล่าวเพื่อให้กองควบคุมวัตถุเสพติดทราบเพื่อตัดจ่ายในรายงานเพื่อให้ยอดตรงกัน อาทิเช่น
      7.1 การรายงานยาหมดอายุ  
-เมื่อยา (ทั้งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 และ ยาเสพติดในประเภท 2) ของท่านหมดอายุลงท่านต้องรายงานมาในแบบฟอร์ม บจ. 9 และ ยส.6 ตามลำดับด้วย โดยเพิ่มช่องจ่ายเพื่อทำลายยาหมดอายุอีกช่อง และรวมยอดไว้ในช่องสรุปยอดจ่ายด้วย (เมื่อยาหมดอายุให้ทำลายยาโดยส่งรูปและเอกสารการทำลายยามาด้วยพร้อมกันเพื่อไม่ให้มีการตัดจ่ายยาซ้ำซ้อน)
เช่น การรายงาน Ketamine และ Methadone solution 
สถานพยาบาลส่วนมากจะรายงานมาเป็น ซีซี แต่ถ้าใช้ไม่หมดขวดจำเป็นต้องรายงานยาที่เหลือซึ่งหมดอายุมาด้วยเพื่อหักลบยอดยานั้นออกไป มิเช่นนั้นจะทำให้ยอดคงเหลือไม่ตรงกัน (ส่วนมากยอดคงเหลือที่กองควบคุมวัตถุเสพติดจะมากกว่ายอดคงเหลือของสถานพยาบาลของท่าน)
- อื่นๆ
8.การรายงานยอดรับนอกเหนือจากการรับจากกองควบคุมวัตถุเสพติดให้ท่านแจกแจงรายละเอียดดังกล่าวเพื่อให้กองควบคุมวัตถุเสพติดทราบเพื่อบวกเพิ่มยอดรับในรายงานเพื่อให้ยอดตรงกัน อาทิเช่น
8.1 การรายงานยาที่รับคืนจากคนไข้
-เมื่อท่านรับยาคืนจากคนไข้ (ทั้งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 และ ยาเสพติดในประเภท 2) ท่านต้องรายงานมาในแบบฟอร์ม บจ. 9 และ ยส.6 ตามลำดับด้วย โดยเพิ่มช่องรับยาจากคนไข้อีกช่อง และรวมยอดไว้ในช่องสรุปยอดรับด้วย (เนื่องจากยอดรับของสถานพยาบาลท่านคือยอดที่กองควบคุมวัตถุเสพติดจำหน่ายให้ไปเท่านั้น)
เช่นถ้าคนไข้คืนยา Dormicum มา 10 เม็ด จำเป็นต้องรายงานมาด้วยเพื่อใหเกองควบคุมวัตถุเสพติดทราบที่มาที่ไปของยานั้น มิฉะนั้นจะทำให้ยอดรับไม่ตรงกัน (ยอดรับที่กองควบคุมวัตถุเสพติดจะน้อยกว่ายอดรับของสถานพยาบาลของท่าน)
 
9.การลงข้อมูลรับให้ลงตามใบแจ้งหนี้
ยอดรับของสถานพยาบาลที่ลงในรายงานคือยอดที่กองควบคุมวัตถุเสพติดจำหน่ายให้ไปดังนั้นในการลงยอดรับจึงต้องลงตามเดือนที่ออกใบแจ้งหนี้เพื่อให้ยอดรับของสถานพยาบาลและยอดจำหน่ายของกองควบคุมวัตถุเสพติดสัมพันธ์กัน ยกเว้นในกรณีซื้อยาปลายเดือนเท่านั้นที่สามารถนำยอดรับมาลงในเดือนถัดไปได้
 
10.การรายงานหน่วยยา
การลงข้อมูลยอดรับ-จ่าย-คงเหลือ ของวัตถุเสพติดในรายงาน ให้ลงจำนวนเป็นหน่วยย่อยหรือหน่วยใหญ่เพื่อให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันทุกสถานพยาบาล (ลงหน่วยมาด้วยกองควบคุมวัตถุเสพติดจะได้ทราบว่ารายงานหน่วยใดมาเพื่อไม่เกิดความผิดพลาดในการลงข้อมูล) แต่ถ้าสถานพยาบาลจะรายงานมาเป็นจำนวนเนื้อสารให้คำนวณให้ถูกต้องด้วย เนื่องจากมีสถานพยาบาลหลายแห่งคำนวณมาไม่ถูกต้องทำให้มีผลต่อการลงรายงาน
ในกรณี Durogesic ทุกขนาดให้รายงานเป็นหน่วยย่อย (แผ่น) เท่านั้น เพื่อให้สะดวกในการลงรายงาน
 
 

 


 

 

กฎหมายที่เกี่ยวกับการรายงานวัตถุเสพติด
กฎกระทรวง ฉบับที่ 15 (พ.ศ.2520) ออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท 2518
 
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 มาตรา 67 มาตรา 68 และมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุชออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
บัญชีรับจ่ายวัตถุออกฤทธิ์และรายงานตามมาตรา 87 ให้เป็นไปตามแบบ บ.จ.1 บ.จ.2      บ.จ.3 บ.จ.4 บ.จ.5 บ.จ.6 บ.จ.7 บ.จ.8 บ.จ.9 และ บ.จ.10 ท้ายกระทรวงนี้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

1.       สำหรับผู้รับอนุญาตผลิตวัตถุออกฤทธิ์ การรับจ่ายวัตถุออกฤทธิ์ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต ให้ใช้แบบ บ.จ. 1การผลิตวัตถุออกฤทธิ์ให้ใช้แบบ บ.จ.2 และการขายวัตถุออกฤทธิ์ให้ใช้แบบ บ.จ.3
2.       สำหรับผู้รับอนุญาตขายวัตถุออกฤทธิ์ การซื้อวัตถุออกฤทธิ์ การซื้อวัตถุออกฤทธิ์ให้ใช้แบบ บ.จ. 6
3.       สำหรับผู้รับอนุญาตนำเข้าซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ การขายวัตถุออกฤทธิ์ให้ใช้แบบ บ.จ.3 และการนำเข้าซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ให้ใช้แบบ บ.จ. 6
4.       สำหรับผู้รับอนุญาตส่งออกซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ให้ใช้แบบ บ.จ.7
5.       สำหรับผู้รับอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ให้ใช้แบบ บ.จ.8
6.   สำหรับผู้มีหน้าที่เสนอรายงานให้เลขาธิการตามมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 รายงานประจำเดือนให้ใช้แบบ บ.จ. 9 และรายงานประจำปีให้ใช้แบบ บ.จ. 10

 

 
วัตถุออกฤทธิ์ ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
 
            มาตรา 87 ระบุว่า ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงสาธารณสุข หรือผู้รับอนุญาติ รวมทั้งกระทรวง ทบวง กรม สภากาชาดไทย องค์การเภสัชกรรม ต้องจัดทำบัญชี รับ – จ่าย วัตถุออกฤทธิ์ และเสนอรายงานให้ เลขาธิการ ทราบเป็นรายเดือน และรายปี บัญชีดังกล่าวต้องเก็บรักษาไว้พร้อมที่จะแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทุกเวลาในขณะเปิดดำเนินการ ทั้งนี้อย่างน้อยภายในสองปีนับแต่วันลงรายงานครั้งสุดท้ายในบัญชี
            มาตรา 113 ผู้รับอนุญาตผู้ใดไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 87 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
 
 
ยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522
                มาตรา 62 ระบุว่า ให้ผู้รับอนุญาต จัดให้มีการทำบัญชีรับ – จ่ายยาเสพติดให้โทษและเสนอรายงานต่อเลขาธิการเป็นรายเดือนและรายปี บัญชีดังกล่าวให้เก็บรักษาไว้และพร้อมที่จะแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทุกเวลาในขณะเปิดทำการ ทั้งนี้ ภายในห้าปีนับแต่วันที่ลงรายการครั้งสุดท้ายในบัญชี
                มาตรา 96 ผู้รับอนุญาตใด ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท 

 

การทำลายวัตถุเสพติดที่ใช้ในทางการแพทย์
  การทำลายวัตถุเสพติดที่ใช้ในทางการแพทย์