Taleknaja

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

  • หน้าแรก
  • ASU Section
  • DP Section
  • PIL Section
  • แนะนำโครงการ
  • บทความ
  • Slide Presentation จากพื้นที่เครือข่าย
  • ข่าวและกิจกรรม
  • Download
  • แกลเลอรี่
  • เวบบอร์ด
  • ทีมงาน
  • ติดต่อเรา
จำนวนผู้เข้าชม
ASU Section

8235823582358235823582358235

โครงการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล Antibiotics Smart Use

โครงการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล Antibiotics Smart Use

Antibiotics Smart Use เป็นโครงการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่แสวงหากำไร เน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้คุ้มค่ามากที่สุด ไม่รับการสนับสนุนใดๆ จากบริษัทยา หรือภาคธุรกิจที่มีส่วนได้ส่วนเสีย
ป้าประสงค์: สุขภาวะของประชนชนที่ดีขึ้นจากการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล
เป้าหมาย :การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลในโรคเป้าหมายจะเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำ และเป็นบรรทัดฐานของสังคม

 โครงการ Antibiotics Smart Use (ASU) เริ่มจากการที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ตระหนักถึงความซับซ้อนของการแก้ปัญหาด้านยาการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาปฏิชีวนะ จึงขอรับทุนสนับสนุนในการริเริ่มโครงการจากองค์การอนามัยโลกในปี 2549 เพื่อพัฒนาต้นแบบในการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล และได้มีการดำเนินงานร่วมกับนักวิจัยจากภายนอก ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

โครงการ ASU มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยลดการใช้ยาปฏิชีวนะอย่าง
พร่ำเพรื่อใน 3 โรคเป้าหมายที่พบบ่อย คือ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน (เช่น หวัดเจ็บคอ)
โรคท้องร่วงเฉียบพลัน และแผลเลือดออก

โครงการ ASU ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมอาจเริ่มต้นจากการให้ความรู้ แต่ความรู้อย่างเดียวไม่เพียงพอในการเปลี่ยนพฤติกรรม ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการใช้มาตรการหลากหลายด้าน
ร่วมกับการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้เอื้ออำนวยให้เกิดพฤติกรรมนั้นขึ้น กิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ควรเน้น 4 ด้านควบคู่กัน คือ
(ก) การให้ความรู้ การปรับความเชื่อ และการเสริมสร้างความมั่นใจ
(ข) การบริหารจัดการ เช่น การใช้ยาทดแทน การเปลี่ยนมาใช้ไฟฉายแสงขาว
(ค) การกำหนดเป็นนโยบายและผนวกเข้ากับงานประจำ และ
(ง) การสร้างขวัญกำลังใจ นอกจากนี้ การติดตามและประเมินผลการทำงาน ได้แก่ การวัดความรู้ทัศนคติก่อนและหลังการอบรม การเปรียบเทียบปริมาณยาปฏิชีวนะที่ใช้ก่อนและหลังทำโครงการ และการสอบถามอาการและความพึงพอใจของผู้ป่วย ซึ่งทำให้จังหวัดหรือสถานพยาบาลได้ข้อมูลเพื่อไปใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ ต่อไป

                                          ASU ระยะที่ 1 (สิงหาคม 50 - สิงหาคม 51)
 
โครงการ ASU นำร่องครั้งแรกที่จังหวัดสระบุรี ครอบคลุมโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่งทั้ง 10 แห่ง และสถานีอนามัย ในสังกัดทุกแห่งทั้ง 87 แห่ง โดยได้รับการสนับสนุนทุนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และองค์การอนามัยโลก ผลการดำเนินโครงการพบว่าปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะลดลงร้อยละ 18–47 เมื่อคำนวณย้อนกลับเป็นภาพรวมของสถานพยาบาลระดับชุมชนทั้งหมดในจังหวัดสระบุรี คาดว่าจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้กว่าล้านบาทต่อปี ร้อยละของคนไข้ 3 โรคเป้าหมายที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะและไม่ได้รับยาปฏิชีวนะเพิ่มจากเดิมร้อยละ 46 เป็นร้อยละ 75 การสัมภาษณ์คนไข้ที่ไม่ได้ยาปฏิชีวนะจำนวน 1,200 คน พบว่าร้อยละ 97 หายเป็นปกติหรืออาการดีขึ้นจนใกล้หาย ร้อยละ 91 พึงพอใจกับผลการรักษา และร้อยละ 88 ไม่ได้แสวงหาการรักษาเพิ่มเติม กลวิธีดเนินการและผลการดำเนินงานดูได้จาก
รายงานระยะที่ 1


                                           ASU ระยะที่ 2 (กันยายน 51 - กันยายน 52)
  จากความสำเร็จของการนำร่องในปีแรก โครงการ
ASU ได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อศึกษารูปแบบการขยายโครงการ Antibiotics Smart Use สู่ความยั่งยืน โดยดำเนินการใน 3 จังหวัดและ 2 เครือข่าย
โรงพยาบาล คือจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดสมุทรสงคราม โรงพยาบาลกันตังและรพ.สต.ในสังกัด (จังหวัดตรัง) และกลุ่มโรงพยาบาลศรีวิชัย ทั้ง
4 แห่ง (ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชน) ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนกันยายน 2551 ถึงเดือนกันยายน 2552 เน้นรูปแบบการทำงานแบบ
เครือข่ายที่พื้นที่เจ้าของโครงการสามารถออกแบบกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง กลวิธีดำเนินการและผลการดำเนินงานดูได้จากรายงานระยะที่ 2


ในระหว่างการดำเนินโครงการในระยะที่ 2 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กำหนดให้การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล เป็นหนึ่งในเกณฑ์ชี้วัดด้านคุณภาพของการบริการเมื่อเดือนมีนาคม 2552 ต่อมาในเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2552 สปสช.ได้สนับสนุนทุนในการจัดอบรม
เพื่อเพิ่มศักยภาพของเครือข่ายโครงการ ASU ในกลุ่มแพทย์และผู้สั่งใช้ยา อีกทั้งกลุ่มเภสัชกรและ
ผู้วางแผนโครงการ

สมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) กำหนดให้ "สุขภาพคนไทยกับการใช้ยาปฏิชีวนะ" เป็นธีมหลักในงานสัปดาห์เภสัชกรรมประจำปี 2552 ในช่วงท้ายของโครงการ ภาคีเครือข่าย ASU ได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายโครงการว่า ในปี 2555 แนวคิดของ ASU จะเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำและเป็นบรรทัดฐานของสังคมที่ประชาชนคนไทยสามารถใช้ยาปฏิชีวนะในโรคพื้นฐานเหล่านี้ได้อย่างสมเหตุผล
ในการนี้ได้วางยุทธศาตร์ไว้ 3 ด้าน คือ การเชื่อมต่อกับนโยบายของประเทศ การพัฒนาศักยภาพเครือข่าย และการรณรงค์สู่ภาคประชาชน


                                    ASU ระยะที่ 3 (ตุลาคม 2552 – ปัจจุบัน)

ในระยะที่ 3 นี้ เป็นการดำเนินการตามหลักยุทธศาสตร์ คือ
1. เชื่อมต่อแนวคิด ASU กับนโยบายระดับประเทศ
2. ขยายและพัฒนาศักยภาพเครือข่าย ASU
3. สร้างบรรทัดฐานใหม่ทางสังคมเกี่ยวกับแนวคิด ASU 
      
    
                            
เดือนมกราคม 2553 แผนงานสร้างกลไกเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย) สนับสนุนการดำเนินงานของเครือข่าย ASU ใน 15 จังหวัด 22 โครงการ และร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในการขับเคลื่อนงานตามยุทธศาสตร์ของโครงการ ASU เพื่อพัฒนากลไกรองรับแนวคิดการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล

   มีนาคม 2554 สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) ได้สนับสนุนการ เผยแพร่ แนวคิด ASU อย่างเต็มรูปแบบในงาน HA National Forum ครั้งที่ 12 เนื่องจาก
  • สอดคล้องกับ core values ของ HA ในเรื่อง evidence-based practice
  • ส่งเสริมการปฏิบัติตามมาตรฐานระบบยาในเรื่องการสั่งใช้ยาที่ปลอดภัย ถูกต้องเหมาะสมและได้ผล
  • สนับสนุนเป้าหมายความปลอดภัยของผู้ป่วยที่เป็น 3 rd Global Patient Safety Challenge ซึ่งองค์การอนามัยโลก กำหนดในหัวข้อ Tackling Antimicrobial Resistance
      นอกจากนี้ ในเดือนมิถุนายน 2553 สรพ.ได้จัดอบรมคณะผู้เยี่ยมสำรวจของ HA เรื่องแนวคิดของ ASU และการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลด้วย
      ในการประชุม HA NFครั้งที่ 12 แนวคิด ASU ได้รับการตอบรับให้เป็นทางเลือกหนึ่งของกิจกรรม เพื่อใช้ในการพัฒนาคุณภาพของโรงพยาบาลในการประเมินบันไดขั้นที่ 1และ 2 ซึ่งแนวทางการพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล



ปรัชญาการทำงาน ASU
เน้นการทำงานแบบเครือข่ายแบบกระจายอำนาจ (Decentralized, collaborative network) เน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูล แบ่งเป็นความสำเร็จ เคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน (Mutual Respect and Recognition) ทีมงานส่วนกลางทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนหรือพี่เลี้ยงให้แก่พื้นที่ต่างๆ จังหวัดหรือหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการจะเป็นเจ้าของโครงการ (Local Ownership) ซึ่งสามารถออกแบบกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง และสามารถพัฒนาศักยภาพของตนให้เป็นแหล่งศึกษาดูงาน หรือเป็นพี่เลี้ยงให้แก่จังหวัดหรือหน่วยงานใหม่ที่สนใจจะเข้าร่วมทำโครงการต่อไป


รางวัลของ ASU
ด้วยความมุ่งมั่นและร่วมใจของผู้ดำเนินโครงการทุกคน ทำให้ ASU ได้รับรางวัล คือ

  • รางวัลผลงานวิชาการดีเด่น จากการประชุมวิชาการของกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2552 90 ปี สาธารณสุขไทย เพื่อคนไทยสุขภาพดี"
  • รางวัลยอดเยี่ยม จากการประกวดผลงาน R2R ประจำปี 2552 ในระดับการบริการปฐมภูมิจากทั่วประเทศ ของสถานีอนามัยหลังเขา จังหวัดสระบุรี
นอกจากรางวัลเหล่านี้ ผู้ทำงาน ASU สามารถรู้สึกได้ถึงความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคม และได้ทำประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติ การที่จังหวัดหรือหน่วยงานทั่วประเทศร่วมกันทำ โครงการ Antibiotics Smart Use ในพื้นที่ของตนจนทำให้เกิดแรงสนับสนุนไปในทิศทางเดียวกัน สามารถขับเคลื่อนเป็นนโยบายของประเทศที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และเกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ติดต่อโครงการได้ที่
ภญ.ดร.นิธิมา สุ่มประดิษฐ์
สำนักยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
โทรศัพท์/โทรสาร 0 2591 9623
e-mail: rational-use@hotmail.com
 
สถานะการณ์การใช้ยาปฏิชีวนะ
  • มูลค่าการผลิตนำเข้าของยาฆ่าเชื้อ (รวมถึงยาปฏิชีวนะ) สูงเป็นอันดับหนึ่ง ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ในปี 2550 มูลค่าการผลิตและนำเข้ายากลุ่มนี้สูงถึง 2 หมื่นล้านบาท หรือ ประมาณ 1 ใน 5 ของมูลค่ายาทั้งหมด
  • คนในต่างจังหวัดใช้ยาปฏิชีวนะรักษาโรคหวัดคิดเป็นร้อยละ 40-60 และสูงถึงร้อยละ 70-80 ใน กทม.
  • โรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์ใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมสูงถึงร้อยละ 25-91
  • รายงานอาการไม่พึงประสงค์ ประจำปี 2549 พบว่า จำนวน ADR ที่เกิดจากการใช้ยาฆ่าเชื้อ/ยาปฏิชีวนะ สูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ (คิดเป็นร้อยละ 54 ของอาการ ADR ที่เกิดขึ้นของยาทุกชนิดรวมกัน)
  • อัตราเชื้อดื้อยาของประเทศไทยเพิ่มสูงถึงร้อยละ 25-50 และพบว่า อัตราการเกิดเชื้อดื้อยามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการใช้ยาปฏิชีวนะ

เหตุผล 10 ข้อ ที่ควรเข้าร่วมโครงการ ASU

1. เพราะ คุณรู้ว่าเชื้อดื้อยาเป็นวิกฤต (เหมือนภาวะโลกร้อน) และทุกคนต้องร่วมกันแก้ไข
2. เพราะ สถานพยาบาลสามารถประหยัดงบค่ายาและงบรักษาผู้ที่แพ้ยาและดื้อยา
3. เพราะ สปสช. กำหนดการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล เป็นตัวชี้วัดคุณภาพบริการ
4. เพราะ การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล กำลังจะเป็นนโยบายระดับประเทศ ซึ่งมีผลต่อสถานพยาบาล ทั้งภาครัฐและเอกชน
5. เพราะ ประชาชนเริ่มมองหาการรักษาที่ได้มาตรฐานตามหลักวิชาการ
6. เพราะ คุณได้สร้างบุญกุศล โดยช่วยให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่ดีและปลอดภัย
7. เพราะ คุณได้ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน โดยใช้ยาอย่างสมเหตุผล ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง
8. เพราะ คุณจะเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ในการแก้ปัญหาสาธารณสุขของประเทศ และได้พัฒนาความรู้และศักยภาพของตนเองให้ทันสมัยอยู่เสมอ
9. เพราะ คุณจะสนุกกับการทำงานแบบเครือข่าย และก้าวหน้าในการงานโดยเปลี่ยนจากงานประจำมาเป็นงานวิจัย (Routine to Research : R2R)
10. เพราะ คุณรู้ว่า ถ้าคุณลองทำดู...คุณทำได้

สนับสนุนโครงการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล Antibiotics Smart Use โดย

                                



 

 


Copyright 2008 By ASU Project